จิตวิทยาของความรัก
Why,
such is love's transgression
Griefs of mine own lie heavy in my breast,
Which thou wilt propagate to have it press'd
With more of thine: this love that thou hast shown
Doth add more grief to too much of mine own.
Love is a smoke rais'd with the fume of sighs;
Being purg'd, a fire sparkling in lovers' eyes;
Being vex'd, a sea nourish'd with lovers' tears:
What is it else? a madness most discreet,
A choking gall, and a preserving sweet.
จากบทประพันธ์โรมิโอกับจูเลียต
โดย วิลเลี่ยม
เชคสเปียร์
Love...AI...หวอ
อ้ายหนี่...ลามูร์...หรือคำว่า
"รัก"
ในภาษาไทยนั้นเป็นสิ่งที่อยู่คู่โลกเรามาตั้งแต่โบราณกาล
ตั้งแต่ยุคที่เป็นต้นกำเนิดของมวลมนุษยชาติ
ก็คาดว่าเป็นยุคที่ความรักได้อุบัติขึ้นมาแล้ว
|

|
เป็นที่สงสัยกันมาช้านานว่า
ความรักนั้น
เกิดขึ้นได้อย่างไร
ชาวกรีกและโรมัน
ในสมัยโบราณ
ยกย่องให้ Aphrodite
หรือวีนัส
ในฐานะของเทพีแห่งความงาม
และเป็นผู้ให้กำเนิดความรัก
โดยมี อีรอส
หรือคิวปิด
บุตรชายเป็นผู้แผลงศรรักแก่มนุษย์
สัตว์ เทพ
แล้วทำให้บุคคลเหล่านั้นรักกัน
ชาวอารยัน
ในลุ่มแม่น้ำสินธุ
ก็มีความเชื่อคล้าย
ๆ กันที่ว่า
พระลักษมี
เป็นเทพีแห่งความงามและความรัก
โดยมี กามเทพ
พระโอรสเป็นผู้มอบความรักเหล่านั้นแด่มวลมนุษย์
ความเชื่อที่คล้ายกันอย่างหนึ่งก็คือ
ความรักมักมาคู่กับความงาม
ดังนั้น
ความรักก็น่าจะเป็นสิ่งที่สวยงาม
ไม่มีใครทราบอยู่ดีว่าความรักนั้น
แท้จริงแล้วมีที่มาอย่างไร
แต่ที่แน่ ๆ
มันได้สร้างปัญหาให้กับโลกใบนี้มานานกว่าหมื่นปี
|
มีผู้ให้คำนิยามของความรักไว้หลายอย่าง
แต่อาจสรุปอย่างกว้างๆ
ได้ว่า
ความรักเป็นความรู้สึกพิเศษที่บุคคลมีต่ออีกคนหนึ่ง
Lasswell กล่าวว่า
ความรักมีหลายแบบ
ในช่วงเวลาที่ต่างกัน
ในช่วงต้นของการจีบกัน
ชายหญิงจะมีความรักแบบ
โรแมนติก (Romantic Love),
เมื่อเวลาผ่านไป
ความรักที่มี เหตุผล (Logical -
Sensible Love) ก็จะเกิดขึ้น,
และเมื่อใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันนานวันเข้า
ความรัก ฉันท์เพื่อน ( Lifelong
Friendship) ก็จะเกิดขึ้นแทนที่
ในช่วงเริ่มจีบกันใหม่
ๆ
ชายหญิงจะอยู่ในภาวะที่เรียกว่า
"Idealization" คือ
มองอีกฝ่ายหนึ่งเป็นอุดมคติ
เห็นแต่คุณสมบัติอัน
เลิศเลอ เพอร์เฟค
ของคนรักตัวเองโดยไม่เห็นข้อบกพร่องใด
ๆ (ไม่มีใครหล่อ รวย เก่ง
ดี
เท่าคนที่เรารักอีกแล้ว)
บางครั้งจะมองเฉพาะสิ่งที่เขาอยากเห็น
ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของเธอ,
ต่างฝ่ายพยายามสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นมาเพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่งพอใจ
แต่เมื่อเวลาผ่านไป
ความตื่นเต้นจะลดลงและความจริงก็จะชัดเจนขึ้น
จนอาจทำให้ยอมรับข้อบกพร่องของกันได้ยาก
แต่หากความรักได้เติบโตและมีวุฒิภาวะที่มากขึ้น
คู่รักก็จะยอมรับข้อบกพร่องของกันได้
เพราะรู้ว่าในโลกนี้ไม่มีใครที่สมบูรณ์แบบ
ในหลายคู่
ความรักแบบโรแมนติกไม่ได้พัฒนาไปเป็นความรักที่
maturity
จึงเกิดปัญหาตามมาหลายอย่าง
เช่น
เกิดความผิดหวังเสียใจที่เขาหัวล้าน
พุงพลุ้ย รสนิยมไม่ดี
ไม่หล่อ ไม่เท่
อย่างที่คิด
จนต้องเลิกรากันไปในที่สุด
ความรักเป็นความผูกพันทางอารมณ์
(Emotional Attachment) ที่แสดงใน 3 ด้าน
คือ ด้านความรู้สึก
ความคิด และการกระทำ
- ความรู้สึก
: รู้สึกรัก ชอบ
รู้สึกเป็นสุขที่ได้อยู่ใกล้
ทำให้ใจเต้น
มองเห็นโลกเป็นสีชมพู...
- ความคิด :
การมองผู้ที่ตนรักในแง่ดี
มองเห็นคุณค่าและความหมายของเขา
อยากทำสิ่งที่ดีให้
และอยากให้เขาพบแต่ความสุข
- การกระทำ
:
การปฏิบัติต่อกันอย่างอ่อนโยน
การดูแลเอาใจใส่
การสัมผัส กอดจูบ
และมีเพศสัมพันธ์
ปัญหาที่พบบ่อย
คือ
คนจำนวนมากไม่ได้มองความรักในภาพรวม
แต่มองเพียงด้านเดียว (ผู้ชายบางคน
ก็อาจจะเคยมีประสบการณ์ที่ว่าพอลืมวันเกิดแฟนแค่ครั้งเดียว
ก็เกิดอาการงอน น้อยใจ
หรือร้องห่มร้องไห้ปานโลกจะถล่มทลายว่าเขาไม่รักแล้ว
ทั้ง ๆ
ที่ความรักก็ยังมีเท่าเดิม
ยังพาไปกินข้าว ดูหนัง
รับส่งเหมือนเดิม
เพียงแต่ลืมวันเกิดเพราะทำงานหนักไปหน่อยเท่านั้นเอง)
ความรักจะต้องแสดงออกมาทางกระทำด้วย
หากสามีพูดว่า
ตนรักภรรยามาก
แต่ไม่เคยแสดงน้ำใจหรือช่วยเหลืองานบ้านเลย
(กลับมาถึงก็นอนอืดดดด ...ถุงเท้าไปทาง
รองเท้าไปทาง
เสื้อกาวน์อีกทาง
ตะโกนให้คุณภรรยาสุดที่รักมาเสิร์ฟน้ำต่อด้วยนี่
ต่อให้คุณพี่รักหนูแค่ไหน
หนูก็คงไม่เชื่อแน่ ๆ)
ความรักที่ไม่เคยแสดงออกให้เห็นเลย
ไม่เคยบอกรัก
ไม่เคยพูดหวาน
ไม่เคยเลี้ยงข้าว (มาถึงก็ให้เราจ่ายเองตลอด)
ไม่เคยให้อะไรดี ๆ
ในวันวาเลนไทน์
ไม่เคยมอบดอกไม้หรือของขวัญให้....ก็อาจทำให้คู่ของเราไม่มั่นคงได้....และในที่สุดก็ต้องผิดหวัง
อย่างไรก็ตาม
มนุษย์บางประเภทอาจมีข้อจำกัดในการแสดงออกซึ่งความรัก
เช่น ถูกเลี้ยงดูมาว่า
ไม่ให้บอกรักผู้ชายก่อน...มันไม่ดี
อย่าถูกเนื้อต้องตัวกันโดยที่ยังไม่ได้แต่งงาน....มันไม่งาม
ในกรณีนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่อีกฝ่ายหนึ่งจะต้องเข้าใจในข้อจำกัดนั้น
มีผู้อธิบายองค์ประกอบของความรักไว้หลายอย่าง
Sternberg (1986) กล่าวว่า
ความรักมีองค์ประกอบ 3
ประการ คือ
ความใกล้ชิดผูกพัน (Intimacy)
การอุทิศตัวต่อกัน (Commitment)
และอารมณ์รัก (Passion)
องค์ประกอบของความรัก
ที่สำคัญ มีดังนี้
- การอุทิศตนต่อกัน
- ความผูกพัน
- ความสนิทสนมอย่างลึกซึ้ง
- การมองเห็นคุณค่าและส่วนที่ดีของอีกฝ่ายหนึ่ง
- ความอดทน
- การให้อภัย
- อารมณ์รัก
องค์ประกอบที่สำคัญของความรักคือ
การอุทิศตนต่อกัน (Commitment)
ความรักจะคงที่และงอกงามไม่ได้หากปราศจากการอุทิศตนต่อกัน
การอุทิศตนจะช่วยให้ความสัมพันธ์ดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง
แม้จะมีความทุกข์
ความขัดแย้ง
หรือความผิดหวังเกิดขึ้น
คู่รักที่อุทิศตนต่อกันจะยอมอดทนต่อความยากลำบากที่เกิดขึ้นและช่วยกันแก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่าง
ๆ ดี
การอุทิศตน
ประกอบด้วยพฤติกรรมสำคัญ
2 ประการ คือ
1. ความรับผิดชอบ (Responsibility)
ชีวิตคู่เป็นความรับผิดชอบของคนสองคน
ไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง
คู่รักจะต้องมีความรับผิดชอบร่วมกันในการดูแลรักษาชีวิตคู่เอาไว้
นั่นหมายความว่า
ทั้งคู่ต้องพยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้ความสัมพันธ์ดำเนินไปด้วยดี
และหากความสัมพันธ์มีปัญหา
ทั้งคู่ต้องช่วยกันแก้ไข
ไม่ใช่โยนความผิดให้อีกคนหนึ่ง
2.
การปกป้องความสัมพันธ์ให้ปลอดภัย
(Protectiveness)
ชีวิตคู่เป็นระบบย่อยที่อยู่ในระบบใหญ่แห่งครอบครัว
ชุมชน และสังคม
ดังนั้นจะมีระบบอื่น ๆ
ที่มากระทบชีวิตคู่ได้เสมอ
เช่น ระบบของลูก
เครือญาติ ที่ทำงาน ฯลฯ
คู่สมรสหรือคู่รักต้องพยายามรักษาชีวิตคู่ให้ปลอดภัยและมั่นคง
โดยการสร้างขอบเขต (Boundary)
ที่เหมาะสม
เพื่อไม่ให้ระบบอื่นเข้ามาแทรกแซงความสัมพันธ์ดังกล่าว
การอุทิศตน
เป็นภารกิจร่วมกันของทั้งสองฝ่าย
และจะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริงต่อเมื่อต่างฝ่ายต่างรู้สึกว่าตนเองมีค่าและเป็นที่รักของอีกฝ่ายหนึ่ง
แต่ละฝ่ายจะต้องเชื่อมั่นในการอุทิศตนและความซื่อสัตย์ของอีกฝ่าย
ทั้งต้องมั่นคงในการอุทิศตนของตนเองด้วย
ระดับของความอุทิศตนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความพึงพอใจในชีวิตสมรส
ทำให้ความสัมพันธ์ยืนยาว
และทำให้การบำบัดคู่สมรสประสบความสำเร็จ
(Beach และ Broderick 1983)
ความผูกพัน
(Attachment หรือ Affective Involvement)
หมายถึงระดับความรู้สึกห่วงใยที่บุคคลมีต่อกัน
รวมทั้งความสนใจและการเห็นคุณค่าของกันและกัน
ความผูกพันที่ไม่เหมาะสมในคู่รักอาจเป็นแบบใดแบบหนึ่งดังนี้
(Epstein, Bishop และ Baldwin 1982)
1.
ผูกพันจนเหมือนเป็นบุคคลเดียวกัน
(Symbiotic Involvement)
เป็นความผูกพันที่แน่นแฟ้นจนทั้งคู่เหมือนเป็นบุคคลเดียวกันและไม่มีขอบเขตส่วนตัวเลย
2. ผูกพันมากเกินไป (Over
Involvement)
ความผูกพันเป็นไปอย่างปกป้อง
หรือจุ้นจ้านมากเกินไป
และอีกฝ่ายหนึ่งมีความเป็นส่วนตัวหรือเป็นตัวของตัวเองน้อยมาก
3. ผูกพันเพื่อตนเอง (Narcissistic
Involvement)
ความสนใจในอีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้เป็นไปอย่างจริงใจ
แต่เป็นไปเพื่อตนเอง
(Egocentric)
และเพื่อเสริมสร้างคุณค่าให้ตนเอง
4.
ผูกพันโดยปราศจากความรู้สึก
(Involvement Devoid of Feeling)
คู่สมรสไม่มีความลึกซึ้งทางอารมณ์และความห่วงใยด้วยน้ำใสใจจริง
ความสนใจที่มีต่ออีกฝ่ายหนึ่งเป็นไปเพราะความอยากรู้อยากเห็น
อยากควบคุมหรือเป็นไปตามหน้าที่
เช่น
สามีที่มีภรรยาน้อย
แต่ต้องมาแสดงความห่วงใยภรรยาหลวงยามเจ็บไข้
เป็นต้น
5. ปราศจากความผูกพัน (Lack of
Involvement)
คู่สมรสหรือคู่รักไม่มีความสนใจใยดีกันเลย
เป็นแบบต่างคนต่างอยู่
ชีวิตคู่มีความหมายเพียงการมาอยู่ร่วมชายคาเดียวกันเท่านั้น
ความผูกพันที่ไม่เหมาะสมดังกล่าวนี้
ทำให้คู่สมรสขาดความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน
และความรู้สึกที่จะพึ่งพิงกันได้ในยามจำเป็น
นอกจากนี้ยังทำให้ไม่สามารถร่วมมือกันทำภารกิจที่สำคัญให้ลุล่วงไปได้
ตัวอย่างเช่น
สามีภรรยาที่ไม่มีความผูกพันใกล้ชิดกันย่อมไม่สามารถปกครองลูกได้
เป็นต้น
ความผูกพันที่เหมาะสมคือ
ความผูกพันอย่างมีความเข้าใจ
(Empathic Involvement) นั่นคือ
มีความสนใจและผูกพันต่ออีกฝ่ายหนึ่งอย่างแท้จริง
โดยมีพื้นฐานอยู่บนความเข้าใจในความต้องการของอีกฝ่ายหนึ่ง
ความผูกพันแบบนี้ทำให้คู่สมรสตอบสนองความต้องการทางอารมณ์ของอีกฝ่ายได้อย่างเหมาะสม
ความผูกพันจะต่างกันในวงจรชีวิตแต่ละระยะ
โดยจะสูงสุดในระยะที่เพิ่งรักกันใหม่
ๆ หรือแต่งงาน
และลดลงในระยะที่ลูกเข้าวัยรุ่น
หลังจากนั้นจะสูงขึ้นอีกเมื่อลูกโตและแยกจากครอบครัวไป
ความสมดุลระหว่างความผูกพันและความเป็นอิสระเป็นตัวของตัวเองเป็นสิ่งสำคัญและจะแตกต่างกันไปในแต่ละคู่
สามีภรรยาอาจมีความต้องการแตกต่างกัน
เช่น
สามีต้องการความเป็นตัวของตัวเองมาก
แต่ภรรยาต้องการความผูกพันมาก
ดังนั้น
คู่สมรสหรือคู่รักต้องตระหนักถึงความแตกต่างนี้และพยายามทำให้ความผูกพันที่มีต่อกันเป็นไปอย่างเหมาะสมกับความต้องการของแต่ละฝ่าย
หากความผูกพันเป็นไปอย่างเหมาะสมก็จะทำให้เกิดปัญหาได้
เช่น
ภรรยาเข้ามาผูกพันใกล้ชิดกับสามีมากเกินไป
มาคอยดูแลเอาใจใส่มากจนสามีรู้สึกอึดอัด
สามีก็อาจต้องพยายามหาทางสร้างระยะห่างด้วยวิธีต่างๆ
เช่น กลับบ้านค่ำ
ทำงานพิเศษ
หรือไปมีผู้หญิงคนใหม่
เป็นต้น
ในชีวิตของบุคคลจะมีความผูกพันกับคนหลายคน
นอกจากกับคู่ของตนแล้ว
ยังมีความผูกพันกับลูก
พ่อแม่
ญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงอีกด้วย
แต่ต้องระวังไม่ให้ความผูกพันกับบุคคลอื่นในระบบภายนอกนั้นมากเกินว่าความผูกพันที่มีต่อครอบครัวปัจจุบัน
เพราะจะทำให้ครอบครัวปัจจุบันเกิดปัญหาได้
การที่บุคคลมีความผูกพันกับคู่ของตนเองมากเกินไปอาจทำให้เกิดปัญหา
เช่น
อาจเกิดการพึ่งพิงอีกฝ่ายหนึ่งมากเกินไป
มีความคาดหวังว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะต้องเข้าใจตน
มีคำตอบให้ตนทุกอย่าง
หรือแก้ไขปัญหาให้ตนได้เสมอ
ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเป็นไปไม่ได้
ความคาดหวังนี้จะทำให้เกิดความรู้สึกผิดหวัง
และอีกฝ่ายหนึ่งจะเกิดความรู้สึกว่าตนปฏิบัติหน้าที่ได้ไม่ดีพอ
การมีความผูกพันที่เหมาะสมโดยมีความเป็นตัวของตัวเองเพียงพอจะทำให้ทั้งคู่ไม่มีปฏิกิริยาต่อกันมากเกินไป
ทั้งสองฝ่ายจะสื่อสารกัน
เปิดเผยความรู้สึกนึกคิดต่อกันได้อย่างอิสระ
และจะสามารถประคับประคองต่อกันได้ดี
Intimacy
หมายถึง ความรู้สึก
ใกล้ชิด
เชื่อมโยงผูกพัน
และห่วงใยในสวัสดิภาพของอีกฝ่ายหนึ่ง
ต้องการให้อีกฝ่ายหนึ่งมีความสุข
มีความเข้าใจกัน
แบ่งปันซึ่งกันและกัน
พูดคุยกันอย่างใกล้ชิด
ให้การประคับประคองทางอารมณ์แก่กัน
เห็นแก่คุณค่าของกันและไว้วางใจซึ่งกันและกัน
Intimacy
เป็นสิ่งสำคัญยิ่งในชีวิตสมรส
เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้ทั้งคู่อดทนและฝ่าฟันอุปสรรคไปได้
Intimacy
มีองค์ประกอบดังต่อไปนี้
-
ความผูกพัน
ห่วงใยเอาใจใส่อีกฝ่ายหนึ่งด้วย
เอาใจใส่ในสวัสดิภาพ
ความเป็นอยู่
และความรู้สึกซึ่งกันและกัน
ดูแลต่อกันอย่างเสมอต้นเสมอปลาย
เป็นที่พึ่งพิงของกันได้ในยามลำบาก
-
การใช้เวลาร่วมกัน
-
การเข้าใจในความรู้สึกนึกคิดของอีกฝ่ายหนึ่ง
ทำให้ต่างยกโทษให้กันได้และร่วมมือกันแก้ปัญหา
แทนที่จะโกรธหรือทะเลาะกัน
.....ต้องอาศัยการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและการเปิดเผยความรู้สึกนึกคิดต่อกันอย่างอิสระ
-
การร่วมรับรู้ในความสุข
คู่รักต้องสามารถให้ความสุขกับอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควร
การมีความสนุกสนานร่วมกัน
แบ่งปันความสุขและความรู้สึกดี
ๆ ให้กัน
-
การร่วมรับรู้ในความทุกข์
ความรู้สึกเชิงลบหลายอย่าง
เช่น ความโกรธ
เศร้าเสียใจ ขมขื่น
เจ็บปวด รู้สึกผิด ฯลฯ
การร่วมรับรู้ในความรู้สึกเชิงลบของอีกฝ่ายหนึ่งจะทำให้ความสัมพันธ์ดำเนินไปด้วยดี
มีความรักใคร่ผูกพันกัน
และเข้าอกเข้าใจกันมากขึ้น
Intimacy
จะเป็นไปได้ดีด้วยปัจจัยต่อไปนี้
1.
ความใกล้และความห่างที่เหมาะสม
ความใกล้ชิดทางกายภาพ
(Physical Closeness)
จะเป็นสิ่งสำคัญในการสร้าง
Intimacy
ใกล้กันพอที่จะรู้สึกถึงความรักใคร่ผูกพัน
และห่างกันพอที่จะมีความเป็นตัวของตัวเอง
2. ความสมดุลในอำนาจ
อำนาจที่เท่าเทียมกันจะทำให้เกิด
Intimacy อย่างแท้จริง
ผู้ชายมักเคยชินกับสถานภาพที่มีอำนาจมากกว่าผู้หญิง
ดังนั้นถ้ามีภรรยาที่ดุเกินไป
ก็จะไม่สามารถมี Intimacy
ที่แท้จริงกับภรรยาได้....อาจทำให้เกิดการคบชู้หรือมีภรรยาน้อยตามมา
3.
การสื่อสารและการแก้ไขความขัดแย้ง
จะทำให้ไม่มีกำแพงกั้นระหว่างคู่รัก
| การมองเห็นคุณค่าและส่วนที่ดีของอีกฝ่ายหนึ่ง |
คู่รักจะต้องมองเห็นคุณค่า
ความหมาย
และสิ่งดีในกันและกัน
ซึ่งการมองเห็นคุณค่าและส่วนดีของอีกฝ่ายหนึ่งอาจทำได้โดย
แสดงความขอบคุณในสิ่งดีที่อีกฝ่ายหนึ่งทำให้
การแสดงออกซึ่งความรัก
เช่นการสัมผัส
การโอบกอด
รวมทั้งคำพูดว่า "ผมรักคุณ"
ความอดทน
ความอดทนเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงวุฒิภาวะ
(Maturity)
ความรักที่เติบโตถึงวุฒิภาวะจะต้องมีความอดทนและความหนักแน่น
ความอดทนจะทำให้คู่รักจัดการกับความขัดแย้ง
ความผิดหวัง
และความขมขื่นได้อย่างเหมาะสม
ความอดทนจะทำให้คู่รักโต้ตอบกันช้าลง
ใช้เวลาใคร่ครวญก่อนว่าปฏิกิริยาที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร
และหาวิธีแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความอดทนจะต้องประกอบด้วยความรักและการให้อภัย
ไม่ใช่อดทนแบบเก็บกดความโกรธไว้
ความอดทนแบบแรกจะนำมาซึ่งความสงบใจ
แต่แบบหลังจะนำมาซึ่งความรุ่มร้อนใจ
ความโกรธและการพยายามแก้แค้น