หน้าแรกเว็บบอร์ด หน้าแรกเว็บบอร์ด
   For MD.
   ICU : Interesting Creative Usergroup
   Post reply ( Re: ผลประชุม  เรื่องการฟ้องร้องแพทย์ )
ขอเชิญเพื่อนแพทย์พูดคุย แสดงความคิดเห็นครับ
หัวข้อ:
ใส่ชื่อ:
Email:
Add YABBC tags:
Add Smileys: <more...>
ข้อความ:

Disable Smilies




Topic Summary
จากคุณ: jangdonkan โพสเมื่อวันที่: 01/31/08 เวลา 00:52:49
วันศุกร์ที่แล้ว ได้มีโอกาส เข้าฟัง  การอภิปรายเรื่องฟ้องร้องแพทย์
 
ที่แพทยสมาคม
 
สรุปใจความ  ได้ว่า
 
"  โอกาสที่จะมีกฏหมาย  คุ้มครองแพทย์ที่ทำการรักษา  คนไข้  จากคดีอาญา  มีน้อยมาก  " Sad
 
"  ต้องปล่อยให้ระบบเป็นไป  ตาม ครรลอง ของสังคม  "
 
"  ถ้าสังคม  ต้องการ กฏหมายแบบนี้   แพทย์ก็ ต้อง น้อมรับ  ความต้องการของสังคม  " Cry
 
" มีผู้ใหญ่  จากหน่วยงานยุติธรรม  ท่านก็ให้ คำแนะนำ ว่า   ถ้า แพทย์เห็นว่า
 
ความเสี่ยงที่จะถูก ฟ้องร้อง จากการรักษา  มีมาก  ก็ ให้  refer  หา แพทย์ที่  ที่อยู่ในสถานที่พร้อม รับความเสี่ยงมากกว่า  " Wink Grin
 
"  ส่วนผู้ใหญ่ในกระทรวง  ท่านก็ สรุปได้ ความว่า  ก็ไม่สามารถ แก้อะไรได้ในขณะนี้  ได้แต่ปลอบใจ น้อง ๆที่ทำงาน  "  Angry
 
สรุป  สั้นๆ ว่า  "  รู้รักษาตัวรอด  ให้พ้นคุกตารางไว้ก่อน  เป็นดี " Wink
 
ส่วนแพทย์ท่านไหน  ชอบเสี่ยง risk lover  จะทำการรักษางานที่เสี่ยงๆ ก็ตามอัธยาศัย
 
แต่เวลาเกิดเรื่อง   ไม่มีใครช่วยท่านได้  ครับ Sad
 
จบรายงาน
จากคุณ: Dr.Tum.....ณ. สยาม โพสเมื่อวันที่: 01/31/08 เวลา 00:55:51
ตามคาด... Tongue
 
ขอบคุณจขกท.ที่แจ้งข่าวครับ Grin
จากคุณ: Lilyrabbit โพสเมื่อวันที่: 01/31/08 เวลา 01:03:58
เหอๆ น่ากัวอ่ะ
 
 
 Shocked Shocked Shocked
จากคุณ: ManGaShorN โพสเมื่อวันที่: 01/31/08 เวลา 02:31:09
Lips Sealed
จากคุณ: omunize_cute โพสเมื่อวันที่: 01/31/08 เวลา 04:10:54
ว่าแล้ว
จากคุณ: OD_2020 โพสเมื่อวันที่: 01/31/08 เวลา 04:36:43
Shocked Tongue Undecided
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
http://www.youtube.com/watch?v=hGbkKAmaTw0
จากคุณ: Dr.ink โพสเมื่อวันที่: 01/31/08 เวลา 05:58:27
ผมไปประชุมเรื่องพวกนี้กี่ทีๆ ก็สรุปได้เหมือนเดิมครับ
 
ไม่มีใครช่วยอะไรได้...ต้องระมัดระวังเอง...ต้องทำเวชปฏิบัติด้วยความรอบคอบ  
ต้องใส่ใจผู้ป่วยมากๆ....ต้องบันทึกเวชระเบียนให้ครบถ้วนสมบูรณ์
ต้องอธิบายให้ผู้ป่วยและญาติเข้าใจเรื่องโรคและความเสี่ยงทั้งหมดที่จะเกิดข ึ้น
 
พูดยังกะผมได้ตรวจคนไข้วันละ 10 คนงั้นแหละ
 
ผู้ใหญ่รับทราบปัญหาแล้ว กำลังพยายามแก้ไขและช่วยเหลือน้องๆแพทย์อย่างเร่งด่วนอยู่
ขอให้น้องๆแพทย์ทนอีกนิดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
 
ผมจบพ.บ.มา 10 กว่าปีแล้ว ประโยคเหล่านี้ก็ยังคงเป็นอมตะอยู่
 
ป.ล.ขอบคุณท่านแจงดองกันมากครับ ที่ทำให้ผมสบายใจ ว่าไม่ได้คิดอคติไปเองคนเดียว
จากคุณ: anantom โพสเมื่อวันที่: 01/31/08 เวลา 06:30:52
อัตตนัง อุปมังกาเร
อัตตาหิอัตตาโนนาโถ
  Angry Angry Angry Angry
จากคุณ: cmu06 โพสเมื่อวันที่: 01/31/08 เวลา 06:33:46
ท่านผู้พิพากษาที่ไปร่วมdiscuss .ในการอภิปรายเรื่อง Medico-legal lawsuit ที่รพ.มหาราชนครราชสีมาให้ความเห็นที่น่าสนใจดังนี้
 1.ในการสู้คดีฟ้องร้องแพทย์นั้น ฝ่ายจำเลยต้องพิสูจน์ให้ศาลเชื่อว่า ไม่ได้กระทำโดยความประมาทอย่างไร มีเหตุผลและประจักษ์พยานหรือพยานผู้เชี่ยวชาญสนับสนุนและหักล้าง กับฝ่ายโจทก์ได้อย่างไม่มีข้อสงสัย
 2.ผู้พิพากษาบางคนบอกว่า การที่หมอผ่าตัดผู้ป่วยโดยไม่มีความพร้อมของบุคลากร เครื่องมือเครื่องใช้ที่มีมาตรฐานนั้น หมอได้คิดถึงความยุติธรรมที่ให้ผู้ป่วยหรือไม่
 3.การที่เกิดวิกฤติครั้งนี้ องค์กรแพทย์หรือกลุ่มแพทย์ควรรวมตัวกัน พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสในการ set standard ในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม โดยการผลักดันผ่านผู้บริหารกระทรวงสธ.ให้พัฒนาระบบบริการทางการแพทย์ให้เหมา ะสม
กับภาระงานและบุคลากรทางการแพทย์ในปัจจุบันนี้ จะทำให้เหมาะสมได้อย่างไร
 4.ผู้พิพากษาบางท่านก็ปลอบใจว่า ผู้พิพากษา ตำรวจ วิศวกร ฯลฯ ต่างก็เคยถูกตัดสินจำคุกมาแล้ว เนื่องจากการประกอบวิชาชีพนั้นๆของตน ฉะนั้น ถ้าหมอไม่สามารถพิสูจน์ให้ศาลเชื่อได้ว่าคนเองไม่ได้ประมาท ก็จะติดคุกเสียบ้าง (จะแปลกอะไร หรือจะเป็นไรไป)
 5.ในสหรัฐอเมริกานั้น การฟ้องร้องเป็นคดีแพ่งเท่านั้น เพราะต้องการเงินชดเชย แต่ผลเสียหายร้ายแรงก็คือ เมื่อหมอต้องประกันการประกอบวิชาชีพ ค่าตรวจรักษาก็จะแพงขึ้น(เพื่อให้หมอมีเงินจ่ายค่าประกัน) และคนที่รวยกว่าเพื่อนคือทนายความ จึงมีคำแนะนำว่า ให้พยายามไกล่เกลี่ยและมีกองทุนช่วยเหลือ ไม่เช่นนั้นก็จะเกิดการฟ้องร้องเหมือนในสหรัฐอเมริกา แต่ในสหรัฐนั้น แพทย์จะมีเวลาพูดคุยและให้คำอธิบายกับผู้ป่วยมาก เพื่อให้ผู้ป่วยตัดสินใจว่าจะทำการรักษาแบบไหน และ informed consent นั้นก็จะมีรายละเอียดแบบที่ได้อธิบายให้ผู้ป่วยยอมรับแล้ว
ในสหรัฐมีการฟ้องคดีอาญาได้ แต่จะเป็นการฟ้องจากผู้รักษากฏหมายบ้านเมืองในกรณีจงใจฆ่าเท่านั้น
 6.การแก้ไขกฎหมายในแง่ที่แพทยสภาอยากจะแก้ว่า ไม่ให้การประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ประมาทเลินเล่อนั้นไม่ต้องถูกฟ้องเป็นค ดีอาญา ก็สามารถทำได้ โดยให้ระดมพลังทางสภาผู้แทนราษฏร แต่ถ้ากฎหมายยังไม่มีการแก้ไข แพทย์ก็จะต้องถูกฟ้องในคดีอาญาและเสี่ยงต่อการถูกตัดสินจำคุกอยู่ดี เพราะศาลก็จะใช้ดุลพินิจไปตามตัวบทกฎหมาย ตามการเบิกความและการพิสูจน์โดยโจทก์ จำเลย และพยานของทั้งสองฝ่าย
 7.ถึงเวลาแล้วที่แพทย์จะต้องวางมาตรฐานการประกอบวิชาชีพในแต่ละแห่ง เพราะศาลก็จะพิจารณา ตาม "วิสัยและพฤติการณ์" คือสถานการณ์ในโรงพยาบาลนั้นๆว่ามีมาตรฐานอย่างไร ในสหรัฐอเมริกาเอง มาตรฐานของรัฐ New York ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย และโรงพยาบาล 50 เตียง ในเขตนอกเมือง ก็ไม่เหมือนกัน
จากคุณ: เรื่องธรรมดา โพสเมื่อวันที่: 01/31/08 เวลา 07:41:42
Smiley
จากคุณ: tutankhamun โพสเมื่อวันที่: 01/31/08 เวลา 07:48:01
....ครับ..ที่อเมริกาคดีที่ฟ้องร้องทางการแพทย์ส่วนมากจะเป็น
คดีทางแพ่งครับ..น้อยมากๆที่จะเป็นคดีทางอาญา...
 
 
 
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเรื่องฟ้องร้องหมอ...ในแง่ความเห็นของผม(ความเห็นส่ วนตัวนะคับ)...
ข้อดีคือแพทย์เราจะได้รอบคอบมากขึ้น..เข้าใจและสนใจดูแลคนไข้มากขึ้นเท่าๆกั น...
ไม่เลือกว่าจะเป็นเคสที่เอกชนหรือรัฐ...แพทย์จะได้มีมาตรฐานการทำงานของตนมา กขึ้น...
สิ่งที่คนไข้และญาติต้องการคือ"การอธิบาย"ทั้งโรคที่เป็น..การรักษา..ผลที่ค าดว่าจะได้รับ..ทั้งผลดีผลเสีย..
หลายคนอาจจะดูว่ามันเหนื่อย...ไม่มีเวลา...แต่อย่าลืมนะคับ.."เราเลือกเอง"ท ี่จะทำงาน
ด้านนี้...เราสามารถทำงานเราได้...ไม่ต้องหวาดระแวง...หรือไม่กล้าที่จะทำเล ย...
การไม่รักษาคนไข้..ส่งต่อตลอด...ที่อเมริกาก็โดนฟ้องเหมือนกันนะคับ...
ผมว่า...การผ่าตัดหัวหน้าทีมคือหมอคนที่ผ่าตัด.....แต่ลูกทีมทั้งหมดก็ต้องเ ป็นหนึ่งเดียวกันนะคับ...
 
 
 
 
ที่ผ่านมาผมว่า..บ้านเราวางแผนการบริหารทางสาธารณะสุขผิดทาง...เอาตามแบบประ เทศอื่นมากเกินไป...
ไม่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์การสาธารณะสุขให้ดีพอ...ถ้าลองดูของอเมริกาจะรู้นะ คับ...
ที่ผ่านมา..อเมริกาเจอปัญหาแพทย์ไม่พอมาก่อน...เค้ามองการณ์ไกลและรอบคอบมาก ๆในการจะมีนโยบาย
อะไรออกมา...บ้านเรา..เราเฉพาะหน้าไว้ก่อน...หมอไม่พอ...ก็ผลิตเพิ่ม...เพิ่ มปริมาณ...คุณภาพแปรผกผัน...
เพิ่มคน..ไม่เพิ่มของ...พอเกิดแบบนี้..ทายได้เลย...ก็มีนโยบายผลิตหมอดมยาเพ ิ่ม...
แต่..ไม่มีของให้หมอใช้...เหมือนที่ครั้งนึงศัลยแพทย์ขาด...เร่ง..เพิ่มคนเร ียนศัลย์...
จบไป..อยู่ รพ....หมอผ่าได้แต่อุปกรณ์หรือของบางอย่าง..ไม่มี...แล้วหมอที่ไหนเค้าอยากจ ะอยู่หล่ะ...
ไอ้นั่นไม่มี..ไอ้นี่ไม่พอ...เค้าย่อมอยากอยู่ในที่ที่เค้าทำได้และมีของพร้ อมกว่าเป็นธรรมดา...
ของผมเป็นหมอดมยา...ทำที่หนึ่ง...มียาให้ใช้เท่านี้..คนไข้ภาวะไหนก็มีให้ใช ้แค่นี้...พอมีอีกที่..เค้ามีให้เราเลือกใช้มากกว่า..
เหมาะกับคนไข้มากกว่า..โดยไม่คิดเรื่องค่าใช้จ่าย...ผมเองยังย้ายมาทำที่ๆพร้อมกว่าเลยคับ...
จากคุณ: pp_kool โพสเมื่อวันที่: 01/31/08 เวลา 08:10:31
ไปทำงานกะครอยครัวดีกว่า
จากคุณ: แฉล้มป์ โพสเมื่อวันที่: 01/31/08 เวลา 08:20:15
ผมคิดว่า ข้อมูลข้างต้นนั้นชัดเจนแล้ว
 
แพทย์ องค์กรแพทย์ แพทยสมาคม (ขอตัดแพทยสภาออกไป) ต้องช่วยเหลือ กันเองก่อน ไม่ใช่เรียกร้องให้คนอื่นช่วยตลอดเวลา  
 
การช่วยเหลือตัวเองก่อนนั้น ทางนักกฎหมายท่านก็บอกมาแล้วว่า ต้องตั้งมารตฐาน ของตัวเองขึ้นมาให้ชัดเจน และรักษามาตรฐานนั้นๆ  
 
หมายความว่า  
 
1. หากท่านเห็นว่า การผ่าตัดคนไข้โดยแพทย์ทั่วไป และไม่มีวัสัญญีแพทย์ เป็นการกระทำต่ำกว่ามาตรฐาน ท่านต้องเลิกทำ และส่งต่อ ไม่เช่นนั้นจะเป็นธรรมกับผู้ป่วยได้อย่างไร
 
2. หากท่านเห็นว่า การตรวจคนไข้ 100คนนใน 3 ชั่วโมง ท่านไม่สามารถรักษาคุณภาพมาตรฐานได้ ท่านก็ต้องจำกัดจำนวนคนไข้ลง ไม่เช่นนั้นจะเป็นธรรมกับผู้ป่วยได้อย่างไร
 
อย่าได้เป็นกังวลห่วงใยว่า ผุ้ป่วยจะยากลำบากเดินทางไปไกล หรือผู้ป่วยบางคนอาจจะไม่ได้รับการตรวจ หรือแพทย์ปลายทางจะทำงานหนักเกินกำลัง (แพทย์ปลายทางหากทำไม่ไหวก็ควรส่งต่อไปอีก) การทำตามมาตรฐานอย่างนี้ อาจจะวุ่ยวายในตอนแรก แต่จะเป็นโอกาส ให้กระทรวงสธ. ปรับปรุง ระบบบริการสุขภาพให้ได้มาตรฐาน
 
ผมเห็นว่า แพทย์ องค์กรแพทย์ แพทยสมาคม ควรรณรงค์ทำตามมาตรฐาน ให้พร้อใเพรียงกันทั่วประเทศ หากทำน้อย ทำทีละแห่ง สองแห่ง ผลกระทบจะไม่รุนแรงพอที่จะทำให้เกิดการปรับปรุงระบบบริการสุขภาพได้
 
อย่างที่ท่านผู้พิพากว่าไว้ มองดีๆ นี่เป็นโอกาส ไม่ใช่วิกฤติ
 
 Wink
จากคุณ: telephone_phobia โพสเมื่อวันที่: 01/31/08 เวลา 08:27:24
ขอบคุณครับ สำหรับข่าว
จากคุณ: baracuda โพสเมื่อวันที่: 01/31/08 เวลา 08:47:12
Quote:
2. หากท่านเห็นว่า การตรวจคนไข้ 100คน ใน 3 ชั่วโมง ท่านไม่สามารถรักษาคุณภาพมาตรฐานได้ ท่านก็ต้องจำกัดจำนวนคนไข้ลง ไม่เช่นนั้นจะเป็นธรรมกับผู้ป่วยได้อย่างไร
- ถ้าทำได้ก็ดี เพราะภาระงานสูง ทำให้คุณภาพการตรวจลดลง เพิ่มความเสี่ยงทั้งแพทย์และผู้ป่วย
- ในทางปฏิบัติทำได้ยาก เพราะความเจ็บป่วยของมนุษย์รอไม่ได้เมื่อเทียบกับรถยนต์ที่ส่งซ่อมในศูนย์หร ืออู่ซึ่งสามารถเลื่อนได้
จากคุณ: Dr.R โพสเมื่อวันที่: 01/31/08 เวลา 08:54:58
Quote:
Quote:2. หากท่านเห็นว่า การตรวจคนไข้ 100คน ใน 3 ชั่วโมง ท่านไม่สามารถรักษาคุณภาพมาตรฐานได้ ท่านก็ต้องจำกัดจำนวนคนไข้ลง ไม่เช่นนั้นจะเป็นธรรมกับผู้ป่วยได้อย่างไร  
 
- ถ้าทำได้ก็ดี เพราะภาระงานสูง ทำให้คุณภาพการตรวจลดลง เพิ่มความเสี่ยงทั้งแพทย์และผู้ป่วย  
- ในทางปฏิบัติทำได้ยาก เพราะความเจ็บป่วยของมนุษย์รอไม่ได้เมื่อเทียบกับรถยนต์ที่ส่งซ่อมในศูนย์หร  ืออู่ซึ่งสามารถเลื่อนได้  
 
 
 
ส่งโดย: baracuda  
สถานะ: Newbie  
จำนวนความเห็น: 33    
     
 

 
ขออนุญาตถามนะครับ ผมไม่ได้รับราชการมานาน
 
คำถาม : ทำไมถึงทำไม่ได้ครับ (หมายถึงเคสโอพีดี ไม่ใช่เคสฉุกเฉิน)
จากคุณ: pom_Sx โพสเมื่อวันที่: 01/31/08 เวลา 09:02:58
on 01/31/08 เวลา 08:54:58, Dr.R wrote:

 
ขออนุญาตถามนะครับ ผมไม่ได้รับราชการมานาน
 
คำถาม : ทำไมถึงทำไม่ได้ครับ (หมายถึงเคสโอพีดี ไม่ใช่เคสฉุกเฉิน)

 
 
ในบางที่การเดินทางลำบากนะคะ  คนไข้มานั่งรอ ถ้าเราแจกบัตรคิว ตรวจไป 100 คน  แล้ว 200 คนที่เหลือหล่ะค่ะ    
ถ้าทำได้เหมือนอู่ว่า เอารถทิ้งไว้เดี๋ยวดูให้ก็คงไม่เกิดปัญหา
 
การที่คนไข้เดินทางมาพบแพทย์1 คน ไม่ได้เสียเวลาหรือค่าเดินทางเฉพาะคนไข้  มีญาติมาอีกหลายคน  ถ้าได้คุยกับคนไข้แล้ว ก็จะรู้สึกว่าต้องก้มหน้าก้มตาตรวจต่อไป
 
 
ถ้าจะทำได้คงต้องเพิ่มแพทย์มั้งคะ  ปัจจุบันก็เห็นพยาบาลช่วยตรวจ  
เคยเห็นอยู่ครั้งหนึ่งตอนเป็นนักเรียนแพทย์  คนไข้มาด้วยเรื่องซีด รักษามานานแล้ว มารับยาต่อเนื่อง ในชาร์ตวินิจฉัย Thalussemia ยาที่ให้คือ FBC กินมานาน 1 ปีแล้ว...    Angry
แอบเดินไปแกล้งถามพี่หมอ  คนไข้เลยได้ตรวจใหม่    
 
 
จากคุณ: Dr.R โพสเมื่อวันที่: 01/31/08 เวลา 09:39:19
Quote:
ในบางที่การเดินทางลำบากนะคะ  คนไข้มานั่งรอ ถ้าเราแจกบัตรคิว ตรวจไป 100 คน  แล้ว 200 คนที่เหลือหล่ะค่ะ      
ถ้าทำได้เหมือนอู่ว่า เอารถทิ้งไว้เดี๋ยวดูให้ก็คงไม่เกิดปัญหา  
 
การที่คนไข้เดินทางมาพบแพทย์1 คน ไม่ได้เสียเวลาหรือค่าเดินทางเฉพาะคนไข้  มีญาติมาอีกหลายคน  ถ้าได้คุยกับคนไข้แล้ว ก็จะรู้สึกว่าต้องก้มหน้าก้มตาตรวจต่อไป

 
 
 
สมัยก่อนผมก็เคยคิดแบบนี้ครับ แต่สมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว ถ้าหมอไม่ปรับตัวเปลี่ยนตาม หมอก็คงต้องทนทำงานอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เสี่ยงไปเรื่อยๆ
 
 
ตรวจไม่หมด นัดมาตรวจทีหลังตามคิว (กรณีที่มิไช่เคสฉุกเฉิน หรือรีบด่วน) จะทำให้เกิดระบบนัดหมาย และช่วยscreen คนไข้ที่ไม่จำเป็นออกไปได้ด้วย
 
ขออภัยที่เห็นต่าง เป็นความเห็นส่วนตัวผม ท่านอื่นอาจไม่เห็นด้วยก็ได้
จากคุณ: F@mily_Comes_1st โพสเมื่อวันที่: 01/31/08 เวลา 09:40:55
อืมม...
จากคุณ: MadHippo โพสเมื่อวันที่: 01/31/08 เวลา 09:42:24
เมื่อไม่มีใครช่วย ถึงเวลารึยังที่ต้องรวมตัวกัน.........ช่วยกันเอง Angry Angry Angry
 Shocked Shocked
จากคุณ: ppppb โพสเมื่อวันที่: 01/31/08 เวลา 10:15:52
ทำให้น้อยๆ ช้าๆ รอบคอบเข้าไว้ คนไข้ที่รอได้ (แล้วไม่ตายก็ให้รอไปก่อน)  
จะได้มีcomplication น้อยๆ ใช่ปะ Shocked Shocked Shocked Shocked Shocked Shocked
จากคุณ: penfold_bin407 โพสเมื่อวันที่: 01/31/08 เวลา 10:50:12
เท่าที่ review articles เกี่ยวกับ criminal prosecution in  
medical malpractice  
เห็นส่วนตัวว่าวิธีการของmexico คือ
ใช้ conciliation arbitration และlitigation
ตามลำดับ เขาก็แก้ปัญหาได้ระดับหนึ่ง
ส่วนการออกกฎหมายเพื่อแพทย์นั้น
ควรใช้เทคนิค (ยำ้ว่าเทคนิค) ที่มากกว่าที่ทำอยู่นี้
เท่าที่อ่าน พรบ ความรับผิดที่ร่างมานั้น
เห็นว่าไม่ควรไปแก้ไขในส่วนวิธีสบัญญัติมาแต่ต้น
แต่แก้ไขในส่วนสบัญญัติก็น่าจะพอ และ
แก้ไขในกฎหมายท่ีีมีอยู่เดิม ก็จะดูดีกว่า
เห็นใจเพื่อนแพทย์ที่คำนึงถึงคนไข้
โดยเฉพาะที่ต้องตรวจวันละร้อย สองร้อยคน
ท่านเป็นผู้ที่มีคุณธรรมขั้นสูงทีเดียว
จากคุณ: pumpu โพสเมื่อวันที่: 01/31/08 เวลา 11:02:59

ใครจะscreen   จะรู้ได้ไงว่าcaseไหนไม่จำเป็น
ถ้าคนscreen ทำผิด จะถูกฟ้องไหม
จากคุณ: pom_Sx โพสเมื่อวันที่: 01/31/08 เวลา 11:09:45
on 01/31/08 เวลา 09:39:19, Dr.R wrote:

 
 
 
สมัยก่อนผมก็เคยคิดแบบนี้ครับ แต่สมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว ถ้าหมอไม่ปรับตัวเปลี่ยนตาม หมอก็คงต้องทนทำงานอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เสี่ยงไปเรื่อยๆ
 
 
ตรวจไม่หมด นัดมาตรวจทีหลังตามคิว (กรณีที่มิไช่เคสฉุกเฉิน หรือรีบด่วน) จะทำให้เกิดระบบนัดหมาย และช่วยscreen คนไข้ที่ไม่จำเป็นออกไปได้ด้วย
 
ขออภัยที่เห็นต่าง เป็นความเห็นส่วนตัวผม ท่านอื่นอาจไม่เห็นด้วยก็ได้

 
 
ไม่เห็นด้วยกับการตรวจคนไข้จนเกินกำลังเหมือนกันค่ะ  
ที่เห็นมาการscreen คนไข้ ก็เป็นปัญหามากพอควร  
ส่วนตัวแล้วไม่สามารถ ตรวจผู้ป่วยปริมาณมากๆได้อย่างนั้น  
พอตรวจเยอะๆ ก็กลายเป็นรักษาตามอาการ ไม่ค่อยได้สนใจ "คน"ไข้นัก
รู้สึกอึดอัด เช่นกันค่ะ   ปัจจุบัน ไม่ได้อยู่ รพช.แล้ว  มีเวลาคุยกับคนไข้ สบายใจกว่า   Smiley
จากคุณ: Dr.R โพสเมื่อวันที่: 01/31/08 เวลา 11:58:16
คำว่า screen ที่ผมกล่าว หมายถึง คนไข้ไม่ป่วย หรือป่วยไม่มาก ไม่ถึงกับต้องพบหมอ เขาก็ไม่มาหาหมอเอง  เท่ากับลดจำนวนคนไข้ลงไป
จากคุณ: PomP  I love  รักแห่งสยาม โพสเมื่อวันที่: 01/31/08 เวลา 14:00:14
Quote:
ส่วนแพทย์ท่านไหน  ชอบเสี่ยง risk lover  จะทำการรักษางานที่เสี่ยงๆ ก็ตามอัธยาศัย  
 
แต่เวลาเกิดเรื่อง   ไม่มีใครช่วยท่านได้  ครับ  

 
เห็นด้วยครับ Smiley
จากคุณ: ppom โพสเมื่อวันที่: 01/31/08 เวลา 14:15:17
เมื่อมีเรื่องฟ้องร้องกันบ่อยๆ หมอที่เรียนกฎหมายเคยบอกทีเล่นทีจริงว่า ให้รักษาคนไข้ตามความเห็นศาล
 
ตอนนี้เห็นทีจะต้องรักษาคนไข้โดยยึดดุลยพินิจของศาลเป็น guide line ซะแล้ว  Lips Sealed
 
หลังจากใช้ความต้องการของคนไข้เป็น guide line มานานแล้ว  Shocked
จากคุณ: Mr.LOVE  -  GP .. ผู้ยิ่งใหญ่ โพสเมื่อวันที่: 01/31/08 เวลา 15:37:34
on 01/31/08 เวลา 09:02:58, pom_Sx wrote:

 
 
ในบางที่การเดินทางลำบากนะคะ  คนไข้มานั่งรอ ถ้าเราแจกบัตรคิว ตรวจไป 100 คน  แล้ว 200 คนที่เหลือหล่ะค่ะ    
ถ้าทำได้เหมือนอู่ว่า เอารถทิ้งไว้เดี๋ยวดูให้ก็คงไม่เกิดปัญหา
 

 
เพราะหมอเราขี้สงสาร  ก็เลยเจองูเห่าเป็นระยะๆๆ
สรุปว่าอันไหนด่วนก็ทำไป
อันไหนไม่ด่วนก็ต้องรอ .........................
เพียงแต่ว่าท่านผู้ใหญ่ก็จะมาเต้นผาง
บีบบังคับหมอๆให้ตรวจให้หมด   ไม่หมดก็คาดโทษ  
พอเกิดเรื่องก็โบ้ยเรื่องความรอบคอบในการตรวจ
 
จากคุณ: Dr. Batman โพสเมื่อวันที่: 01/31/08 เวลา 18:11:55
ความอดทนของการเป็นแพทย์ที่มีอุดมการณ์ กำลังจะหมด ขอให้กำลังใจแพทย์น้องๆ ที่ช่วยเหลือประชาชน สมดังพระราชดำรัสของ พระบิดาที่เห็นประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่หนึ่ง ส่วนตรเป็นที่สอง ขอเป็นกำลังใจช่วยครับ
จากคุณ: หมอก้อนหิน โพสเมื่อวันที่: 01/31/08 เวลา 18:44:26
นี่แหละครับ ประเด็นสำคัญทั้งหมดของการประชุม คั้นออกมาก็ได้แค่นี้
 
ถึงเวลาแล้วที่แพทย์จะต้องวางมาตรฐานการประกอบวิชาชีพในแต่ละแห่ง เพราะศาลก็จะพิจารณา ตาม "วิสัยและพฤติการณ์" คือสถานการณ์ในโรงพยาบาลนั้นๆว่ามีมาตรฐานอย่างไร ในสหรัฐอเมริกาเอง มาตรฐานของรัฐ New York ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย และโรงพยาบาล 50 เตียง ในเขตนอกเมือง ก็ไม่เหมือนกัน
จากคุณ: nobetakung โพสเมื่อวันที่: 01/31/08 เวลา 20:18:15
ไม่เห็นต้องมานั่งประชุมให้เสียเวลาเลยครับ
 
ผลสรุปก็เห็นๆกันอยู่
 
"ตัวใครตัวมัน" นั่นเอง
 
ไอ้คนที่พูดให้ความเห็น ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มานั่งตรวจคนไข้แล้ว
 
อยากจะรู้ว่า ถ้าญาติของคนในแวดวงยุติธรรม เกิดไปเที่ยวไกลๆ แล้วเกิดอุบัติเหตุ ต้องใส่ ICD ทันที หรือ resussitate ก่อนส่งต่อ แล้ว หมอคนที่อยู่เวรเกิดทำไม่ได้ หรือไม่พร้อม (ก็เขาบอกว่าให้ refer ไปในที่ที่พร้อม) แล้ว รพ.ที่พร้อมเกิดอยู่ห่างไปหลายร้อยโล อันนี้ก็คิดเอาเองก็แล้วกันครับ
จากคุณ: หมอก้อนหิน โพสเมื่อวันที่: 01/31/08 เวลา 21:58:09
คนที่มาประชุมจะรู้สึกภูมิใจหรือเปล่านะ ที่ประสบควาทสำเร็จในการทำให้แพทย์มีแนวโน้มลาออกมากขึ้น
จากคุณ: Sareochrist โพสเมื่อวันที่: 01/31/08 เวลา 23:09:30
 นับว่าวงการแพทย์วิกฤตเพราะ ผู้มีอำนาจขาดคุณธรรมอย่างยิ่ง  
  สิ่งที่ขาด คือ หลักพรหมวิหาร 4 อันเป็นคุณธรรมของผู้ใหญ่ที่ปกครอง  
  -เมตตา ความปราถนาให้ผู้อื่นมีความสุข ให้สุขยิ่งๆขึ้นไป  
  -กรุณา ความปราถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ ไม่ยอมให้เดือดร้อนมากกว่านี้  
  -มุทิตา ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี ยกย่องเมื่อทำความดี  
  -อุเบกขา การวางเฉยเมื่อผู้อื่นเดือดร้อน แม้ตนได้ช่วยเหลืออย่างเต็มที่  
 
   ผู้บริหารแทบจะทุกระดับ ไร้คุณธรรม ข้อนี้มากๆ ปล่อยให้ลูกน้องทำงานหนักเป็นวัวเป็นควาย ตัวเองก็ไปรับหน้ากับประชาชน เมื่อมีเรื่องเดือดร้อน ก็ปัดความรับผิด รับแต่ชอบ กล่าวโทษผู้ปฏิบัติ ไม่เคยแม้แต่จะถามไถ่สารทุกข์สุกดิบลูกน้อง เอาหน้ากับนักการเมือง ขาดเมตตากรุณาต่อลูกน้อง  
   สังเวยความผิดของลูกน้องเพื่อ ลาถ ยศ สรรเสริญ ของตัวเอง  
 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ทุกระดับ ทำงานเหน็ดเหนื่อยมาก เพื่อสังเวยโครงการเอาหน้าประชาชน เคยยกย่อง ชื่นชม ให้ขวัญกำลังใจ พวกเขากันบ้างรึไม่ ขาดมุทิตาจิต  
  พอมีเรื่องขัดผลประโยชน์แทนที่จะวางอุเบกขากลับล้วงลูก จนวงการวุ่นวาย เป็นที่อับอายขายหน้าภาคประชาชนเป็นอย่างยิ่ง  
  ไม่รู้จิตใจทำด้วยอะไร ใจดำอำมหิตมาก
จากคุณ: nong-pang โพสเมื่อวันที่: 01/31/08 เวลา 23:24:49
หมดหวังกับสังคมไทย
หมดหวังจะพึ่งใครได้
อาจารย์มหาวิทยาลัยตีหัวภรรยาด้วยไม้กอล์ฟจนตาย ศาลให้รอลงอาญา
น้องๆเราผ่าไส้ติ่งคนไข้ตาย ไม่รอลงอาญา
ตำรวจ ทหาร ผู้พิพากษา ติดคุกได้ทำไมหมอจะติดคุกไม่ได้  น่าสนใจ
ผมไม่ทราบว่าหมอๆที่ยังอยู่ในระบบแบบนี้ยังมีกะจิตกะใจอยู่ได้อย่างไร
มันโดนลอยแพชัดๆ ผมเสียใจที่ลาออกช้าไปหน่อย แต่ก็ยังดีที่ออกมาได้วันนี้
จากคุณ: urban โพสเมื่อวันที่: 01/31/08 เวลา 23:56:01
ตาสว่างแล้วคราวนี้ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน ........นิ่ง ยิ้ม จ่าย รับออเดอร์ผู้รับบริการ.....คือคุณสมบัติของแพทย์ยุคปัจจุบันที่ต้องทำ....
จากคุณ: pumpu โพสเมื่อวันที่: 02/01/08 เวลา 10:00:10
on 01/31/08 เวลา 11:58:16, Dr.R wrote:
คำว่า screen ที่ผมกล่าว หมายถึง คนไข้ไม่ป่วย หรือป่วยไม่มาก ไม่ถึงกับต้องพบหมอ เขาก็ไม่มาหาหมอเอง  เท่ากับลดจำนวนคนไข้ลงไป

 
 
เห็นใจคนscreen คุยกับคนไข้ ไม่ได้ตรวจ จะรู้ได้ไงว่าใครจำเป็นไม่จำเป็น
ยิ่งเคยมาง่ายๆไม่ต้องนัด  จนเคยตัว
ใครเป็นคนscreen มีโอกาสโดนด่ามากๆ
เห็นด้วยว่าทางแพทยสภาควรออก ข้อจำกัดในการตรวจ มาได้แล้ว
เป็นเหมือน guideline
ควรตรวจ คนละกี่นาที วันหนึ่งตรวจกี่ราย ทำงานกี่ชั่วโมง
จะให้หมอออกมาพูดเองมันก็ลำบากเพราะเห็นคนไข้มารอจะปฎิเสธอย่างไร
ทางกระทรวงจะได้ พิจารณาอัตรากำลัง หมอ  
ทุกวันนี้เขาว่ามีหมอมากแล้ว เสียเงินเดือนให้หมอหนึ่งคนเท่ากับเจ้าหน้าที่อื่นหลายคน
 
ถึงไม่มีหมอ รพ ก็ยังอยู่ได้ ยังให้บริการได้  
วันไหนไม่มีหมอ  ก็ให้พยาบาลดู  เดี๋ยวนี้พยาบาลก็เปิดคลีนิดกันเยอะ
 
หมด ยุคที่จะคิดทำงานเกินตัว เน้นปริมาณ
เริ่มยุคที่ต้องการคุณภาพ  
ผ่าตัดไส้ติ่ง 100ราย  กับ10ราย
ไม่ได้อยู่ที่ปริมาณ
แต่อยู่ที่ความใส่ใจ การหาความรู้เพิ่มเติม  
การเกิดข้อคิดจากการกระทำ  ยิ่งทำยิ่งเก่ง มีความภูมิใจกับสิ่งที่ทำ
ไม่ใช่ยิ่งทำยิ่งไม่คิด ยิ่งไม่รอบคอบ
 
ขอให้มันเกิดได้แล้วนะ  
 
 
จากคุณ: Dr.R โพสเมื่อวันที่: 02/01/08 เวลา 10:32:17
Quote:
on 01/31/08 เวลา 11:58:16, Dr.R wrote:คำว่า screen ที่ผมกล่าว หมายถึง คนไข้ไม่ป่วย หรือป่วยไม่มาก ไม่ถึงกับต้องพบหมอ เขาก็ไม่มาหาหมอเอง  เท่ากับลดจำนวนคนไข้ลงไป  
 
 
 
 
เห็นใจคนscreen คุยกับคนไข้ ไม่ได้ตรวจ จะรู้ได้ไงว่าใครจำเป็นไม่จำเป็น  
ยิ่งเคยมาง่ายๆไม่ต้องนัด  จนเคยตัว  
ใครเป็นคนscreen มีโอกาสโดนด่ามากๆ

 
 
สงสัยการสื่อสารของผมคงล้มเหลว
ทั้งๆที่ผมคิดว่า พูดชัดเจนแล้ว
 
เขาก็ไม่มาหาหมอเอง  เท่ากับลดจำนวนคนไข้ลงไป
 
ไม่ได้หมายความว่า ต้องมีคนมาscreen
 
คนที่เจ็บป่วยน้อยๆ ขี้เกียจนัด ก็จะไม่มา หรือรอนัดจนหายเอง
 
 
 
 
 
จากคุณ: m4cool โพสเมื่อวันที่: 02/01/08 เวลา 10:56:12
เป็นประชาชนนะค่ะ  ตามเรื่องนี้พอสมควร อ่านจากข่าวแล้ว ก็ค่อนข้างจะเข้าใจ  
 
หมอๆ ทุกท่านอยากให้แก้กฏหมายเพื่อความปลอดภัยในการทำงาน ก็พอเข้าใจ  แต่สิ่งที่หมอจะเรียกร้องให้แก้กฏหมายที่เกี่ยวกับประชาชนโดยรวมในเรื่องการ รักษาในคดีอาญานั้น อาจจะยากหน่อย
อยากให้หมอสู้กับระบบการทำงานของหมอเองให้ได้มากกว่า หมอจะได้ทำงานเหมือนชาวบ้าน  ทำงาน 8 ชม.  ทำงานไม่หนักจนเกิดความเสี่ยงกับประชาชน ขนาดมาตรฐานการทำงานที่ถูกต้องพวกหมอยังสู้ไม่ได้ ข้อยุติและแนวทางแก้ไขปัญหามีจะได้ยังไง ปัญหาก็ยังมีต่อไป  
 
* ถ้าหมอจะประท้วงกันบ้าง เพื่อให้ผู้บริหาราสนใจในฐานะแรงงาน และแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ก็ไม่แปลกนะค่ะ ปัญหาทุกอย่างต้องใช้เวลา
*อีกทางคือ การที่เครือข่ายออกมามีบทบาทได้มากกว่าพวกหมอ นั่นก็เป็นการบีบจากสังคมให้มีการแก้ไขเหมือนกัน
จากคุณ: pumpu โพสเมื่อวันที่: 02/01/08 เวลา 11:14:52
การสื่อสารของDr Rไม่ล้มเหลวหรอกคะ  Cheesy
 
เห็นด้วยกับระบบนัด ว่าต้องเริ่มได้แล้ว  
   
แต่มองว่าระบบนัด จำกัดผู้เข้ารับบริการ  
ทำให้มีผู้ มารอ ที่ไม่ได้รับการบริการ  อีกมาก
 
ตรงนี้คงต้องมาscreen  
รายที่จำเป็นเข้ารับการตรวจ โดยที่ไม่ได้นัด
คงจะไม่ปล่อยให้กลับบ้านนะคะ
 
ตรงที่screenจะเกิดปัญหาจ้า  ทั้งมีคนฝาก เส้นใหญ่ เพราะอยากได้รับบริการเลย
และเคยชินกับระบบเดิมที่ไม่ต้องวางแผน อยากไปรพ ก็ได้ตรวจเลย
 
ที่บางครั้งก็ทำให้คนบางคนเสียโอกาส ในการรักษาโรค
เช่น ท้องผูก  ca colon  กลืนลำบาก  ca eaophagus  
 เจ็บหน้าอก คิดว่าโรคกระเพาะ แต่angina
จากคุณ: RETINA โพสเมื่อวันที่: 02/01/08 เวลา 13:11:50
on 02/01/08 เวลา 10:32:17, Dr.R wrote:

 
 
สงสัยการสื่อสารของผมคงล้มเหลว
ทั้งๆที่ผมคิดว่า พูดชัดเจนแล้ว
 
เขาก็ไม่มาหาหมอเอง  เท่ากับลดจำนวนคนไข้ลงไป
 
ไม่ได้หมายความว่า ต้องมีคนมาscreen
 
คนที่เจ็บป่วยน้อยๆ ขี้เกียจนัด ก็จะไม่มา หรือรอนัดจนหายเอง
 
 
 
 
 

 
 
 
ตะว่า
 
พี่ R คะ  คนไข้ที่อาการหนักจริงๆ อาจจะเกิดการทอ้แท้ หรือว่าหมดค่ารถหมดคนพามาไปเลยก็ได้นะคะ ประมาณว่าอาการยิ่งหนักมากขึ้นรักษายากขึ้นน่ะค่ะ
 
 
 
มันก็มีสองขั้วน่ะค่ะ
 
 
 
 Cheesy
 
 
หนูเคยไปออกหน่วยค่ะ
 
โรงพยาบาลห่างไกลความเจริญมากๆเราคิดว่ากันดารแล้วก็จริง
 
แต่บางคนกว่าจะเดินทางมาโรงพยาบาลได้ ต้องใช้เวลา วันสองวันก็มีนะคะ
 
ก็จำเป็นต้องตรวจให้หมด ถ้าอาการไม่ได้หนักมากแต่ว่าบ้านไกลมาก กลับลำบากหรือเกิดโชคร้ายเป็นมากๆขึ้นมาก็จำเป็นต้องรับ admit ด้วยค่ะ
 
แต่ก็แปลกที่คนไข้ในที่ทุรกันดารอย่างแท้จริง มักไม่เรื่องมาก เข้าใจการทำงานของเจ้าหน้าที่มากกว่าคนไข้ที่มีการศึกษาดีกว่าหรืออยู่ใกล้เ มืองมากกว่าค่ะ
 
 Cheesy
จากคุณ: brain_lady โพสเมื่อวันที่: 02/01/08 เวลา 16:12:07
กำลังวางแผนว่าจะส่งลูกศิษย์ไปฝึกตามรพท. เจอแบบนี้ ขอกลับไปคิดอีกทีก่อน Embarassed Cry
จากคุณ: 716:16 โพสเมื่อวันที่: 02/02/08 เวลา 02:26:09
อืมม์ ผมไม่คิดว่าเช่นนั้นนะครับ


1.มีหลายอย่างที่ดำเนินการไปแล้ว และกำลังจะลงในราชกิจจานุเบกษาเร็วๆนี้
 
2.กระทรวงเป็นอะไรที่อาจเป็นแบบ จขกท.เขียน ผมก็ไม่เข้าใจ ทำไมถึงคิดแบบนั้น กับน้องที่จบใหม่..
 
3.มาตรการที่แพทยสภาออกใหม่ในการร้องขอให้แพทย์ ปี 1 อยู่ รพ.ใหญ่ อย่างน้อย 10 เดือนน่าจะลดความเสี่ยงได้บ้าง
 
4.คุณภาพชีวิตแพทย์ และmodel การอนุรักษ์กำลังพล กำลังดำเนินการโดย สช.คุณหมอ ฑินกร โนรี ที่จะประชุมวันที่ 11 กพ.นี้ ที่สช.
 
5.ขอให้ รมต.สาสุขใหม่เข้าใจปัญหา น่าจะแก้ได้ไม่ยากครับ.. แต่ต้องลดประชานิยมของผู้บริหารสธ.ก่อน ซึ่งน่าจะลำบากตรงนี้ครับ..
 
6.พรบ.ใหม่จะดำเนินการเมื่อรัฐบาลตั้งเสร็จ น่าจะทราบว่าทำได้ไหมภายใน เดือนหน้าครับ
 
7.กฎหมายอาญานั้นเป็นสิทธิพื้นฐาน คงเลิกไม่ได้ เพราะแพทย์ที่ไม่ดีจริงๆ ก็ต้องถูกลงโทษครับ แ concept ต่ต้องคุ้มครองแพทย์ที่ดีๆให้ปลอดภัย
 
หากการเสวนาสั้นๆที่ ขอนแก่นทำให้เข้าใจเช่นด้านบน ผมคิดว่าคงไม่เคลียร์มากกว่าครับ ที่เชียงใหม่จะมีข้อมูลมากกว่า...
 
เชิงลึกนั้นจะลงใน tmc electronic news  ครับ ไม่สามารถกล่าวที่นี่ได้ ที่ต้องสมัครทาง web อีกครั้ง ช่วงนี้ ทดลองกับกลุ่มผู้บริหารอยู่ครับ
 
จากคุณ: Dr.Mai โพสเมื่อวันที่: 02/03/08 เวลา 04:54:47
Angry
จากคุณ: Torres โพสเมื่อวันที่: 02/03/08 เวลา 09:07:04
อ้าวเป็นงั้น Sad
จากคุณ: หมอหมู โพสเมื่อวันที่: 02/03/08 เวลา 19:04:47

เกมเปลี่ยน กติกาเปลี่ยน ...    
 
แล้วหมอเรายังเล่นแบบเดิม ....  
 
ผลออกมา หมอแพ้ ...
 
ไม่เห็นน่าจะแปลก ตรงไหนเลย   Roll Eyes
 
 
 
 
ถึงเวลาที่หมอ จะเปลี่ยน หรือยัง   Angry
จากคุณ: sitkao โพสเมื่อวันที่: 02/03/08 เวลา 20:47:23
  แพทย์ผู้ปฏิบัติงานก็คงต้องระวังตัวกันต่อไป   แต่แพทย์ที่เป็นนักการเมืองหรือมีพรรคพวกอยู่ในสภาน่าจะหาทางผลักดันแก้ไขกฏ หมายอย่างจริงจัง  ไม่ต้องห่วงว่าจะขัดกับประชานิยม  เพราะถ้ามองระยะยาวแล้วจะช่วยรักษาระบบการแพทย์และสาธารณะสุขไม่ให้ล่มสลาย  เป็นผลดีในระยะยาวต่อประชาชน   ถ้าใครกล้าทำตรงนี้ผมว่าน่าจะได้คะแนนเสียงไม่น้อย
จากคุณ: mabumxr โพสเมื่อวันที่: 02/03/08 เวลา 22:45:14
คนไข้เยอะ
 
พอจะมีวิชาชีพไหน ที่เก่งใกล้เคียงกับหมอ พอจะแบ่งเบาภาระของหมอ
ช่วยตรวจสอบ ป้องกันความผิดพลาดจากการรักษา โดยเฉพาะเรื่องของยา
 
ติ๊ก ต๊อก ๆๆ
 
นึกไม่ออกละซี นี่แหละ  วิชาชีพที่น่าสงสารที่สุดในประเทศไทย
 
มาช่วยกันทำงาน แต่หมอไม่ค่อยเห็นความสำคัญ
 
ขอแนะนำว่าถ้าใน รพ  มีคนเก่งๆ อยู่ก็ใช้ให้เป็นประโยชน์ก็ดีนะคะ
มีหลายครั้งที่ รพ ดิฉัน เกิดข้อผิดพลาด แต่ก็ช่วยเซฟ หมอไปได้
คนไข้ก็ไม่ตายมาหลายราย.....แต่ยิ่งทำก็ยิ่งเหนื่อยค่ะ  
 
พูดถึงคนเก่งๆ ก็อาจจะหายากหน่อยในบางพื้นที่...มีหลายมหาลัยกำลังจะเปิดเพิ่ม แต่เครื่องอะไรก็ไม่พร้อมซักอย่าง เน้นปริมาณแต่ไม่เน้นคุณภาพ
 
นี่แหละประเทศไทย....
จากคุณ: cmu06 โพสเมื่อวันที่: 02/04/08 เวลา 13:00:28
[ หน้าหลักข่าวประจำวัน ]    
 
 
คดีแพทย์ถูกฟ้องร้องประเด็นในวงการแพทย์
 
 
 
(วันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๑) พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา อดีต กุมารแพทย์ รพ.เด็ก กทม. กล่าวในฐานะประธานสมาพันธ์ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมแห่งประเทศไทย ในการประชุมสัมมนา “คดีแพทย์ถูกฟ้องร้องประเด็นในวงการแพทย์” ห้องประชุมหลวงพ่อพุธ ฐานิโย ชั้น ๙ อาคารเฉลิมพระเกียรติ รพ.มหาราช นครราชสีมา ซึ่งมีนพ.ประสพ รัตนานนท์, นพ.มนู ทองอินทร์ ตัวแทนสมาคมแพทย์ไทยในสหรัฐอเมริกา และนพ.สมชัย นิจพานิช ผอ.รพ.มหาราช นครราชสีมา ร่วมสัมมนา ท่ามกลางบุคคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่สาธารณสุข เขต ๑๓ และผู้ประกอบวิชาชีพด้านกฎหมาย เข้าร่วมรับฟัง พร้อมตั้งประเด็นแสดงความคิดเห็น และสอบถามกว่า ๓๐๐ คน ถึงข้อเสนอแนะต่อผู้ที่จะมาเป็น รมว.สาธารณสุข ในรัฐบาลใหม่ว่า การที่ประชาชนมีความต้องการในการรักษาพยาบาลมากขึ้น แต่ขีดความสามารถในการบริการของโรงพยาบาลลดลง เนื่องจากผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงสาธารณสุขนับจาก รมว.จนถึงปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ละเลยในการพัฒนาด้าน "การแพทย์" ที่มีเป้าหมายสำคัญในการดูแลรักษาสุขภาพของแต่ละบุคคล โดยผู้บริหารเหล่านี้ได้แต่ให้สิทธิประชาชนมารับการตรวจรักษาโรค และภาวะความเจ็บป่วยโดยไม่มีหน้าที่รับผิดชอบในการดูแลสุขภาพตนเองเลยทำให้ป  ระชาชน "ตื่นตัว" มา "ใช้สิทธิ" ในการตรวจรักษาสุขภาพมากขึ้น ทั้งที่อาการเจ็บป่วยบางอย่างประชาชนก็อาจดูแลตนเองได้ แต่ก็เลือกที่จะผลักภาระในการดูแลรักษาสุขภาพตนเองมาให้บุคลากรทางการแพทย์ด  ูแลรักษาแทน ทำให้โรงพยาบาลที่เป็นหน่วยงานหลักในการให้บริการทางการแพทย์ต้องรับภาระงาน  หนักขึ้นหลายเท่าตัว
 
เมื่อบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพะแพทย์ต้องตรวจผู้ป่วยจำนวนมากขึ้น ทำให้แพทย์ต้องรีบเร่งทำงานตรวจรักษาผู้ป่วยให้เร็วขึ้นเพื่อที่จะให้ผู้เจ็  บป่วยทุกคนที่มาโรงพยาบาลได้รับการตรวจรักษาจากแพทย์ ทำให้แพทย์ไม่มีเวลาตรวจร่างกายผู้ป่วยให้ละเอียดถี่ถ้วน และไม่มีเวลาคิดไตร่ตรองให้ละเอียดรอบคอบเพื่อใช้ในการตัดสินใจวินิจฉัยโรคไ  ด้อย่างแม่นยำและตัดสินใจเลือกการรักษาที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดในกรณีนั  ้นๆได้อย่างไม่ผิดพลาด รวมทั้งยังอาจไม่มีเวลาพอที่จะอธิบายให้ผู้เจ็บป่วยและญาติได้เข้าใจถึงสาเห  ตุแห่งการเจ็บป่วยของตนเองและวิธีรักษา รวมทั้งไม่เข้าใจการอธิบายอย่างเร่งรีบของแพทย์ จึงทำให้ผู้ป่วยไม่สารถปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์ได้ถูกต้อง ทำให้การรักษาไม่ได้ผลดี หรือผู้เจ็บป่วยเองเกิดความสงสัยหรือเกิดความไว้วางใจในการตรวจรักษาของแพทย  ์ กอให้เกิดการฟ้องร้อง ร้องเรียน กล่าวหา หรือแสดงความไม่พอใจแพทย์ (ผ่านทางหนังสือพิมพ์หรือ Website ต่างๆ) ซึ่งจะเห็นได้ว่า ในปัจจุบัน ประชาชนมีความคาดหวังสูงมากในการไปพบแพทย์ ว่าจะต้องได้รับการรักษาที่หายขาดไม่ตาย ไม่พิการ ถ้าผลการรักษาไม่เป็นไปตามคาดหวัง ก็จะต้องร้องเรียนว่าหมอชุ่ยทำลูกตายบ้างหรือ เวลาไปโรงพยาบาลเดินเข้าไป แต่ทำไมต้องหามกลับออกมา เป็นต้น ซึ่งเราก็คงจะได้เห็นว่าในปัจจุบันนี้การฟ้องร้องแพทย์มีมากขึ้น และประชาชนฟ้องแพทย์ในคดีอาญาจนถึงกับศาลชั้นต้นตัดสินให้จำคุกแพทย์ในฐานะท  ี่ทำให้ผู้ป่วยตายโดยประมาท
 
จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ได้ตระหนักถึงวิกฤตการณ์ในระบบการแพทย์ไทย คือระบบโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข ที่ขาดแคลนทั้งบุคลกรทางการแพทย์ บุคลากรที่ขาดความชำนาญแต่กลับต้องรับผิดชอบสูง ขาดงบประมาณที่เหมาะสม แต่ประชาชนมาใช้บริการมากเกินสมรรถภาพหรือเกินกำลังของบุคลากรที่มาอยู่ ทำให้บุคลากรไม่สามารถที่จะทำงานให้ได้คุณภาพมาตรฐานทางการแพทย์ที่ดีที่สุด   ทำให้ประชาชนเสี่ยงต่ออันตรายในการมารับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาล ส่วนบุคลากรเองโดยเฉพาะอย่างแพทย์ ก็ยิ่งเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องหรือเสี่ยงต่อการถูกตัดสินจำคุก ข้อเสนอที่อยากจะเห็นกระทรวงสาธารณสุขยุคใหม่ได้พัฒนาระบบการแพทย์ไปพร้อมกั  บระบบสาธารณสุข โดยดำเนินการให้มี"การปฏิรูประบบการแพทย์ให้มีคุณภาพมาตรฐาน โดยมีเป้าหมายในการบริหารจัดการที่เหมาะสมในการจัดให้มีจำนวนบุคลากรทางการแ  พทย์อย่างพอเพียงที่จะสามารถทำงานอย่างมีมาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยต่อประชาชนในการไปรับบริการทางการแพทย์ โดยให้ประชาชนได้มีความตระหนักในความรับผิดชอบดูแลรักษาสุขภาพเบื้องต้นของต  นเอง ซึ่งจะช่วยลดความต้องการในการใช้บริการทางการแพทย์ของประชาชนลง เพื่อจะได้เกิดสมดุลระหว่างอุปสงค์ และอุปทานต่อบริการทางการแพทย์ และเพื่อให้แพทย์เองก็ไม่เสี่ยงต่อความผิดพลาดในการทำงานจะได้ไม่เสียงต่อกา  รติดคุก ที่มาสาเหตุมาจากการรักษาคนอีกต่อไป และแพทย์ก็จะไม่ลาออกจากราชการ ซึ่งจะส่งผลให้ประชาชนได้รับการดูแลรักษาตามมาตรฐานที่ดีที่สุดทางการแพทย์ คุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน
 
[ วันเสาร์ ที่ 26 มกราคม 2551 เวลา 10:43 น. ]  
 
 
ข้อความแสดงความคิดเห็น  
 
ถ้าเข้ามาเขียนแบบสร้างสรรค์ และเป็นประเด็นเดียวกับข่าวที่โพสต์ไว้ เขาไม่ลบหรอกค่ะ
 
แต่ถ้าอาศัยเว็บนี้เขียนเรื่องที่ไม่สร้างสรรค์ ไม่มีกาลเทศะ และถูกเว็บมาสเตอร์ลบทิ้งก็ถูกต้องแล้วนี่
 
***ขอให้กำลังใจให้เว็บนี้จงยืนยงค่ะ***
 
ความคิดเห็นที่ 2โดยคุณ SSS [ วันเสาร์ ที่ 26 มกราคม 2551 เวลา 18:46 น. ]
 
 
แสดงความคิดเห็นได้ปล่าวว่ะเนี๊ยะ...เดี๋ยวโดนลบ ไม่เขียนดีกว่า...
 
ความคิดเห็นที่ 1โดยคุณ Guest [ วันเสาร์ ที่ 26 มกราคม 2551 เวลา 17:38 น. ]
   
   [เขียนข้อความแสดงความคิดเห็น]
   
ข้อความ :  
ย่อหน้า ตัวหนา ตัวเอียง เส้นใต้ สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สีส้ม สีชมพู สีเทา
ชื่อ :    
E-mail :    
   
[คลิกที่รูป เพื่อแทรกรูปลงในข้อความ ]  
 
 
 
 
   
 
 
*** http://www.koratdaily.com เป็นเว็บไซต์ข่าวของหนังสือพิมพ์โคราชรายวัน เพื่อเป็นช่องทางให้บุคคล ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่ไม่มีโอกาสได้ซื้อหนังสือพิมพ์ฉบับจริงได้อ่าน แต่สำหรับสื่อมวลชนอื่นๆ ที่จะถ่ายทอดหรือทำซ้ำ โปรดขออนุญาตและกรุณาให้เกียรติอ้างอิงด้วย...
 
   
&#169; สงวนลิขสิทธิ์ 2005 โดย โคราชรายวัน Webstats4U - Free web site statistics
 
สำนักงานโคราชรายวัน ๗๗๙/๒๑-๒๓ ซ.วัดสุทธะ ถ.จอมสุรางค์ยาตร์ อ.เมือง จ.นครราชสีมา ๓๐๐๐๐
โทร.๐-๔๔๒๕-๖๙๖๕-๖ โทรสาร ๐-๔๔๒๕-๖๙๖๖
All site contents copyright &#169; 2005 koratdaily.com contact webmaster
จากคุณ: Kun_ki โพสเมื่อวันที่: 02/05/08 เวลา 00:48:04
คนไข้มาหาพวกเรามี 2 แบบ
 1 มาแบบต้องการให้ช่วย จริง
 2 มาแบบซื้อหวย มีโอกาสถูกหวย 10,000 บ้าง 100,000 บ้าง  1,000,000  บ้าง  แล้วแต่ใครดวงเฮง
ปล. เล่ากันแบบสนุก แต่สะท้อนความจริงในสังคม
จากคุณ: Dr.Freaks โพสเมื่อวันที่: 02/05/08 เวลา 03:06:25
ที่เคยพบประสบการณ์คนใกล้ชิด คือ เป็นพฤติกรรม defense mechanism
พวก projection โทษหมอครับ
 
เช่นกรณีลูกที่ไม่เคยมาดูแลสนใจบุพการี จนวันหนึ่ง บุพการีป่วยโรคร้ายแรงครับ
รับไม่ได้ โทษหมอไว้ก่อนครับ
จากคุณ: hudson โพสเมื่อวันที่: 02/05/08 เวลา 03:58:32
refer case เพื่อป้องกันตนเองถูกฟ้อง แต่ก็ถูกต่อว่าloadงานให้รพ.ใหญ่
จากคุณ: กาสะลอง โพสเมื่อวันที่: 02/05/08 เวลา 13:01:02
หลายคนในนี้คงไม่ได้ทำงานตามรพ.ชุมชนที่ห่างไกล คนไข้บางคนมารักษาฟรี แต่เสียค่าเดินทางเท่ากับเงินรายได้เป็นอาทิตย์ มารพ.ก็ไม่ได้ทำไร่ ไม่ได้รับจ้าง ไม่มีรายได้ บางคนกว่าจะเดินทางมาถึงรพ.ใช้เวลา 3 ชั่วโมง กว่าจะถึงก็ได้คิวเกิน 100 ทุกที ถ้าต้องให้นัดมาใหม่อีกวัน รวมๆแล้วก็เสียเงินเท่ากับรายได้สองอาทิตย์ สุดท้ายก็ต้องไปกู้เงินมา หรือถ้าไม่มีเงินก็คงต้องยอมตายเอา บางคนถ้าต้องให้กลับโดยไม่ได้ตรวจ เค้าคงไม่กลับมาตรวจอีกจริงๆ แต่ไม่ใช่ว่าหายดีนะคะอาจเสียชีวิตไปโดยไม่ได้กลับมาตรวจอีกต่างหาก เพราะเค้าไม่มีความรู้ดีพอที่จะdetect อาการได้ หรือมาอีกทีก็อาการแย่เกินกว่าจะแก้ไข  
ที่เขียนมาทั้งหมดเป็นเรื่องจริงที่เจอมากว่า 5 ปี ความจริงไม่เห็นด้วยกับการที่แพทย์ต้องรับภาระงานหนักเท่าปัจจุบัน อยากให้มีการแก้ไข แต่ไม่ใช่การปัดภาระการตรวจคนไข้ในแต่ละวันอย่างที่หลายคนเสนอ เพราะแต่คนไข้แต่ละคนมีบริบทที่ต่างกัน คงไม่สามารถใช้มาตรฐานเดียวกันได้ ถ้าเป็นรพ.ในเมืองคนไข้มีการศึกษาอาจทำแบบนี้ได้ แต่คนไข้ที่บ้านอยู่ห่างไกลหล่ะคะ  
เป็นคำถามที่แพทย์ทุกคนอาจต้องเลือก แต่หวังว่าสักวันเราจะมีทางออกที่พอใจทั้งกับคนไข้และกับพวกเรากันเอง
จากคุณ: Confused โพสเมื่อวันที่: 02/06/08 เวลา 22:13:35
ตอนนี้ผมอยู่โรงพยาบาลจังหวัดจะครบปีแล้วครับ ออกชุมชนมา 3 เดือนแล้ว
 
ผมไม่อยากโดนฟ้องครับ....ผมไม่มีเงินสู้คดี ฐานะทางบ้านผมก็ไม่ดี
ถ้าผมเกิดโดนฟ้องขึ้นมาต้องเป็นเรื่องที่ยุ่งยากแสนสาหัสแน่ ๆ
 
ผมอยากดูคนไข้ละเอียด ๆ อยากคุยกับญาติอยากอธิบาย อยากให้ Patient Education
ผมมีคนไข้ OPD ประมาณน้อย ๆ 100 คน แล้วผมจะทำในสิ่งนั้นได้อย่างไรเพื่อไม่โดนฟ้อง
ทุกคนมาก็คิดแต่ว่า ฉันมาตั้งนานทำไมไม่ได้ตรวจ Huh ทำไม Huh?
 
มองกลับมาโรงพยาบาลในกรุงเทพ ย่านใจกลางเมือง คุณแม่ผมจะไปตรวจไปถึง 7.30 น. บอกว่าคิดเต็ม แพทย์เฉพาะทางออกตรวจแค่ เท่านั้น เท่านี้ราย ผมได้แต่พาแม่ผมกลับแล้วไปใหม่ตี 4....Huh?
 
ถามว่าทำไมโรงพยาบาลในเมืองทำได้ ไม่เห็นมีใครบ่น ถึงบ่นก็ไม่โวยวายยอมมากันแต่เช้า...มาจองคิวกัน Huh ทำไม โณงพยาบาลจังหวัด โรงพยาบาลอำเภอ ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำระบบแบบนี้บ้าง
 
ผมโดนคนไข้ด่าว่าตรวจช้ารอนาน
ผมโดนคนไข้ด่าว่าตรวจเค้าเร็วแป๊บเดียว..รอตั้งนาน
ผมโดนคนไข้ด่าว่าจ่ายยาน้อยตัวไปหรือจ่ายยาปริมาณน้อยตัวไป..ขอ 6 เดือนได้ไม๊
ผมเป็นหมอหรือเป็นเครื่องจ่ายยา...เค้ามาขอความช่วยเหลือผม หรือผมไปกราบเท้าเขาว่ามาตรวจกับผมหน่อยเถอะครับ
ผมไปเป็นขี้ข้าเขาตั้งแต่เมื่อไร..ถึงต้องมาคอยฟังว่าหมอต้องทำไอ้นั่นสิ ต้องสั่งไอ้นู่นสิ
ทำไมหมอไม่ X-Ray ทำไมหมอ ไม่ CT ทำไมหมอไม่ให้นอนโรงพยาบาล..ถ้าผมเป็นอะไรไปหมอรับผิดชอบไหวเหรอ
 
ผมอยู่โรงพยาบาลในเขตภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน จังหวัดอันแสนยาววว
รพช.ที่ไกล ๆ นี่ขับรถ 3 ชม.ยังไม่ถึงเลย (150 โล)
 
ผมต้องขอโทษโรงพยาบาลกระทรวงและงบประมาณในหลาย ๆ จุด เพราะผมยอมรับว่าถ้ามีปัญหาตามมาผมรับผิดชอบไม่ไหว
ผม X-Ray ให้เลย ผม CT ให้เลย อยากนอน นอนเลย ผมไม่ว่าไม่เถียงและไม่สน
 
ผมตั้งใจว่างดทำ OR ทุกอย่างเมื่อยู่ชุมชนเพราะโรงพยาบาลเราไม่พร้อมและผมไม่ใช่แพทย์เฉพาะทาง
 
ไม่มีใครช่วยผมได้เมื่อผมพลาด..ผมต้องป้องกันตัวเอง...ไม่ใช่เงินผม มันเงินรัฐ
ถ้ารัฐอยากให้อะไรดีขึ้นก็ต้องออกนโยบายที่เหมาะสมกว่านี้มารองรับ
 
ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ...ก็คงลาออก....
 
ความเห็นเล็ก ๆ ของหมอจบใหม่ที่เพิ่มพูนทักษะใน รพท. เกือบครบ 1 ปี
จากคุณ: blitzs โพสเมื่อวันที่: 02/07/08 เวลา 15:13:26
ไม่มีสูตรสำเร็จหรอกครับ  ตรวจนานขึ้นก็ไม่แน่ว่าจะโดนฟ้องไหม  มันขึ้นกับว่าตรวจถูกหรือเปล่า  ถูกคือ  ถูกตามวิชาแพทย์  อันนี้ก็เป็นความสามารถของแต่ละคน  บางอย่างตรวจได้ยาก บางอย่างตรวจไม่ชัด  ก็ต้องobserve investigateต่อชนิดที่ต้องให้แจ่มแจ้งสุดๆเท่าที่จะทำได้  
     ที่สำคัญกว่าคือถูกใจครับ  ทั้งญาติและคนไข้  โดยเฉพาะญาติ (คนไข้ตายไปแล้วฟ้องไม่ได้)  ถูกใจคนก็มีหลายระดับอีก  ถ้าแจกแหลก อยากทำไรก็ได้อยากไปไหนก็ได้ ได้ครับทุกกรณี  อันนี้โดนฟ้องยากแน่ครับ  ส่วนค่าใช้จ่ายก็อย่าคิดมากเลย ดีกว่าเอาชีวิตเราไปเสี่ยงครับ ข้อนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง อย่าไปเสี่ยงเลี่ยงเป็นดี อิอิ  แต่ถ่วงช้าไปก็เหนื่อยเปล่าๆ และน่าสงสารคนไข้ที่มารออย่างยากลำบากด้วยครับ
จากคุณ: yokeeplayboy โพสเมื่อวันที่: 02/07/08 เวลา 20:26:17
ผมว่าหมอเราทุกคนคงเหมือนกันคนไข้มาเท่าไหร่ก็จนตรวจจนหมด เพราะเราถูกสอนมาอย่างนั้น แม้คนไข้จะเยอะมากๆก็ตาม แต่ไม่มีใครเห็นใจเรา ผู้ใหญ่ ผู้บริหารไม่คิดจะปกป้องเรา แต่สุดท้ายเราก็ตรวจและรับความเสี่ยงต่อไป ทุกวันนี้มีกำลังใจอยู่ได้ด้วยคำสอนของพระบิดา เราเลือกทางของเราแล้ว
จากคุณ: Innominate โพสเมื่อวันที่: 02/08/08 เวลา 18:05:18
เห็นด้วยกับการกำหนดมาตรฐานการทำงานของแพทย์ในแต่ละโรงพยาบาล อาจจะกำหนดมากว้างๆว่า รพ. ระดับ 2.1 2.2 2.3 3.1 ควรทำอะไรได้บ้าง แล้วให้แต่ละ รพ. ปรับตามบริบทของตัวเองอีกที  
 
เชื่อมั๊ยครับว่า รพช บางที่ ไม่มีเครื่องเจาะ MB เวลาเด็กเกิดใหม่ก็ต้องเจาะแล้วส่งไป รพช ใกล้ๆ เวลาเหลืองก็ต้องส่งไป รพ จังหวัด ทุกครั้งที่ส่งไปจังหวัด staff ก็จะถามว่า รพ.น้องยังไม่มี photo อีกเหรอ ผมต้องบอกไปว่า เครื่อง MB ยังไม่มีเลยครับ  Embarassed  
 
แต่เรื่องจำกัดจำนวนคนไข้ ผมว่าถึงจะเป็นแนวทางที่หลายๆคนทำมา แต่ผมว่า มันทำให้ คนไข้กลับไปพึ่ง ยาชุด ยาต้ม ยาหม้อ ที่เราเบื่อกันมากเวลาคนไข้กินมา คนไข้ก็จะไปเป่าน้ำมนต์ ไปหาหมอผี เพราะพวกนี้เค้าไม่ต้องยื่นบัตรนัด  Grin
 
คนไข้ต่างจังหวัดเค้ายังรอหมอกันอยู่ล่ะครับ ไม่ว่าหมอจะตรวจช้าแค่ไหนก็รอ ไม่เหมือนคนไข้ในเมือง ตัวเลือกมันเยอะ
จากคุณ: sinbad โพสเมื่อวันที่: 02/12/08 เวลา 16:01:35
Undecided
จากคุณ: Pucca_K โพสเมื่อวันที่: 02/17/08 เวลา 05:47:54
อ่านแล้วก็ได้แต่น้อยใจนะค่ะ ว่าเราทำงานหนักแต่ว่าไม่มีคนคอยดูแลค่ะ
จากคุณ: BBK โพสเมื่อวันที่: 02/17/08 เวลา 16:16:00
รวมกลุ่มครับเท่านั้น
 
ไม่งั้นบรรลัยจ้า
 
กำหนดจำนวนคนไข้เลยครับ
จากคุณ: maxza โพสเมื่อวันที่: 02/17/08 เวลา 21:43:43
เห็นด้วยครับ ช่วยกันrefer ให้พ้นตัน Angry
จากคุณ: KILLLER โพสเมื่อวันที่: 02/25/08 เวลา 23:37:34
ไม่ต้องทำเป็นตื่นเต้นไปหรอก อย่างไรเสีย แพทย์ก็ต้องได้รับความเห็นอกเห็นใจ มาก่อนเสมอ เพราะด้วยความเป็นมืออาชีพ และจรรยาแพทย์
 
อย่าทำเป็นตีตนไปก่อนไข้เลยดีกว่า ไม่เคยเห็นหมอติดคุกเพราะรักษาคนไข้ผิดพลาด
 
มีแต่ ฆ่าหั่นศพ แฟนสาวนั่นแหละ
จากคุณ: dr.mengka โพสเมื่อวันที่: 02/27/08 เวลา 12:03:05
on 02/25/08 เวลา 23:37:34, KILLLER wrote:
ไม่ต้องทำเป็นตื่นเต้นไปหรอก อย่างไรเสีย แพทย์ก็ต้องได้รับความเห็นอกเห็นใจ มาก่อนเสมอ เพราะด้วยความเป็นมืออาชีพ และจรรยาแพทย์
 
อย่าทำเป็นตีตนไปก่อนไข้เลยดีกว่า ไม่เคยเห็นหมอติดคุกเพราะรักษาคนไข้ผิดพลาด
 
มีแต่ ฆ่าหั่นศพ แฟนสาวนั่นแหละ

 
ผมไม่แน่ใจ ว่า คุณ  เป็นแพทย์  หรือเปล่า  หรือ เป็น แต่เป็นพวกผู้ บริหาร  ที่ไม่ได้ตรวจรักษา คนไข้  แล้ว แต่กลัวไม่มีคนทำงานให้
 
แต่ถ้ายังตรวจรักษา อยู่  แล้วไม่กลัว ก็ต้องถือว่า ตกอยู่ นความประมาท โดยแท้
 
ก็ต้องขอให้  พระเจ้าคุ้มครองคุณ ให้ตลอดรอดฝั่ง อย่าผิดพลาดขึ้นมา
 
ผมเห็นว่าตอนนี้ สังคมสับสนขึ้นเรื่อยๆ  คนไข้ ถูกรถชนเกือบตาย แพทย์ และเจ้าหน้าที่รพ. ช่วยให้รอดขึ้นมาสักระยะ แต่ เกิดข้อแทรกซ้อนขึ้น แล้วตาย  ญาติผู้ป่วย ใช้อิทธิพลท้องถิ่น ข่มขู่ ผู้ปฎิบัติงาน ราว กับเป็นฆาตกร
 
แทนที่จะไปเอาเรื่องกับคนขับ  มันเป็นเรื่องเศร้าของสังคมบ้านเราขณะนี้  คนตั้งใจทำความดี ก็หมดอาลัยตายอยาก
 
ถ้าอุดมการณ์ที่ดี ที่มีอยู่ในตัวแพทย์ทุกคน แล้วต้องถูกทำร้ายจากสังคมแบบนี้  ผมคิดว่า พวกเราต้องมองย้อนกลับที่คุณพ่อ คุณแม่  ครอบครัว ของเราเอง ว่าพวกเราได้ตอบแทนพระคุณท่าน รึยัง
 
หรือมัวแต่ ไปช่วยคนอื่น แล้วตัวเองถูกทำร้าย !
 
แล้วปล่อยให้พ่อแม่ และครอบครัวของตัวเองต้องลำบาก กับอุดมการณ์ส่วนตัวที่ดี แต่ สังคมไม่เห็นคุณค่า
จากคุณ: pitlok โพสเมื่อวันที่: 02/29/08 เวลา 14:01:40
It's good news!! เยี่ยมไปเลย จะได้เตรียมตัวลาออกเปิดร้านขายการ์ตูนซักที เย้ๆๆ
จากคุณ: เด็กดื้อ โพสเมื่อวันที่: 03/06/08 เวลา 16:45:54
ในที่สุดก็ต้องตัวใครตัวมันใช่มะเนี่ยะ............แย่จัง
จากคุณ: D_HRT โพสเมื่อวันที่: 03/07/08 เวลา 17:47:29
จากบทเรียนในอดีต...เราแก้ไขไม่ได้แล้ว...มาเร่งสร้างภมูคุ้มกันให้ตัวเองกั นเถอะครับ  Smiley
จากคุณ: morakotsayamol โพสเมื่อวันที่: 03/09/08 เวลา 11:12:50
on 01/31/08 เวลา 10:15:52, ppppb wrote:
ทำให้น้อยๆ ช้าๆ รอบคอบเข้าไว้ คนไข้ที่รอได้ (แล้วไม่ตายก็ให้รอไปก่อน)  
จะได้มีcomplication น้อยๆ ใช่ปะ Shocked Shocked Shocked Shocked Shocked Shocked

เห็นด้วย 1000%ทําดีแค่ไหนก็มีโอกาศพลาดเมื่อปริมาณงานมากเกินเวลา จากแพทย์แก่ๆที่เป็นห่วงน้องๆ Undecided
จากคุณ: Doc.DIP โพสเมื่อวันที่: 03/24/08 เวลา 16:04:41
.........  เย็ ๆๆๆ   เลิกผ่า ไปหลายปีแล้ว ๆๆ  Huh  Shocked
จากคุณ: exthailand โพสเมื่อวันที่: 04/02/08 เวลา 15:27:09
สรุปว่า ตอนนี้ ทำตามมาตรฐานไปก่อนใช่มั้ย
ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า
จากคุณ: nnm โพสเมื่อวันที่: 04/14/08 เวลา 14:49:41
ทำดี ย่อมได้ดีแหละน่า  
รวมกลุ่มกันไว้น่า เห็นใจกันและกันแพทย์ด้วยกัน ก็อย่าอคติกันเอง เข้าใจในบริบทของกันและกัน
อย่างเรื่อง refer น่าจะคุยกันใน รพ.เครือข่าย ถ้ามีเหตุผลเหมาะสม รพ.ใหญ่ก็ว่าเราไม่ได้หรอก
จากคุณ: MonkeyMania โพสเมื่อวันที่: 05/11/08 เวลา 17:42:19
สังคมไทยมันเปลี่ยนไปในทางที่เลวลงเรื่อยๆๆ   ถ้าแพทย์ยังคงเป็นเหมือนเดิม มีแต่ถอยหลังลงคลอง
 
รพ ที่ผมอยู่ มีหมอ neuro ที่เก่งคนหนึ่ง  ไปผ่าตัดคนไข้ที่เลือดออกในสมอง ต่อมารู้สึกว่าจะมี pneumonia แทรกซ้อนแล้วตาย   ญาติคนไข้ที่ไม่เคยมาดูแลเลย ก็จะฟ้องร้องท่าเดียว   แล้วเป็นไง  ถึงฟ้องไปก็ไม่ผิดหรอก  หมอที่ช่วยเหลือกลายเป็นฆาตรกอย่างนั้นหรอ   ตอนนี้หมอ neuro คนนั้นก็ลาออก  สุดท้ายเหลือ neuro คนเดียว ก็ไม่รับเคส refer จากจังหวัดอื่น  วันที่ ไม่มี neuro อยู่เวร (ปกติมี 2 คน มีอยู่เวรทุกวัน) วันนั้นก็เป็นความซวยของคนไข้คนอื่นไป เพราะที่อื่นก็ไม่ค่อยรับ  สุดท้ายก็ตายตามกันไป   เพราะสังคมมันเป็นแบบนี้ หมอเลยลดลงไปเรื่อยๆๆๆ  ต่อให้รับนักเรียนแพทย์เพิ่ม ยังไงหมอก็ไม่พอ เพราะหมอมันทนกับระบบไม่ได้ ลาออกกันหมด  เฮ้อ สังคมไทย ช่างน่าสงสารจริงๆๆ
จากคุณ: +@Puntagan@+ โพสเมื่อวันที่: 05/16/08 เวลา 15:03:37
สรุปคือก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนเดิม
จากคุณ: Freeman โพสเมื่อวันที่: 05/28/08 เวลา 19:17:39
Shocked
จากคุณ: Freeman โพสเมื่อวันที่: 05/28/08 เวลา 19:17:58
Lips Sealed
จากคุณ: thun โพสเมื่อวันที่: 06/06/08 เวลา 16:01:05
on 02/25/08 เวลา 23:37:34, KILLLER wrote:
ไม่ต้องทำเป็นตื่นเต้นไปหรอก อย่างไรเสีย แพทย์ก็ต้องได้รับความเห็นอกเห็นใจ มาก่อนเสมอ เพราะด้วยความเป็นมืออาชีพ และจรรยาแพทย์
 
อย่าทำเป็นตีตนไปก่อนไข้เลยดีกว่า ไม่เคยเห็นหมอติดคุกเพราะรักษาคนไข้ผิดพลาด

 
มีแต่ ฆ่าหั่นศพ แฟนสาวนั่นแหละ

 
 
อ้าว..ก็มีแล้วล่ะค่ะ ถึงยังไม่ได้ติด แต่ก็ได้รับโทษติดคุกง่ะ ไปอยู่ไหนมาเนี่ย
 
 
 
 
 
รุ่นน้องหนู ออกรพช. 2เดือน ตามระบบใหม่ที่บอกให้ออก 10/2 รพท10เดือน รพช2เดือน
 
 
เธอเจอแจ็คพ็อท ได้ออกชันสูตร คนไข้ตกน้ำตาย อยู่ในป่าในดง ขับรถเข้าไปเป็นชั่วโมง
 
ไอ้หนองน้ำนี้เนี่ย มีคนตายมาหลายคนแล้ว
 
 
 
พอน้องไปถึง (มันตรวจคนไข้อีอาร์อยู่ ก็ประมาณ 10 นาทีหลังจากได้รับแจ้งกว่าจะได้ออกไปกะตำรวจ  แต่เดินทางเข้าป่าอีก 1 ชั่วโมง)
 
 
โดนชาวบ้านชี้หน้าด่า ว่า มาช้า...ด่าแบบเสียหาย  น้องบอกน้ำตาแทบเล็ด
 
 
มาเร็วกว่านี้ จะช่วยให้ฟื้นไหม
 
 
 
แต่คำพูดชาวบ้านน่ะ  เจ็บแสบ บั่นทอนกำลังใจน้องหนูไปไม่รู้เท่าไหร่
 
 
 
 
ชาวบ้านบางคนหลายคน น่ารัก น่าสงสาร
 
แต่จากการออก รพช มาครึ่งปี
 
 
 
 
 
การจำกัดคนไข้สมควรอย่างยิ่ง
 
 
 
ลดภาวะสเตรส เพราะมีคนไข้ไม่กี่คนหรอกที่พูดกันรู้เรื่อง
 
 
ทุกคนมารพ มีความต้องการอะไรบางอย่างมาอยู่แล้ว บางคนพูดให้ตายก็ไม่ได้นำพาเล้ย
 
 
 
 
 
จากคุณ: DR.tum_med12 โพสเมื่อวันที่: 06/20/08 เวลา 11:46:24
on 02/02/08 เวลา 02:26:09, 716:16 wrote:
อืมม์ ผมไม่คิดว่าเช่นนั้นนะครับ


1.มีหลายอย่างที่ดำเนินการไปแล้ว และกำลังจะลงในราชกิจจานุเบกษาเร็วๆนี้
 
2.กระทรวงเป็นอะไรที่อาจเป็นแบบ จขกท.เขียน ผมก็ไม่เข้าใจ ทำไมถึงคิดแบบนั้น กับน้องที่จบใหม่..
 
3.มาตรการที่แพทยสภาออกใหม่ในการร้องขอให้แพทย์ ปี 1 อยู่ รพ.ใหญ่ อย่างน้อย 10 เดือนน่าจะลดความเสี่ยงได้บ้าง
 
4.คุณภาพชีวิตแพทย์ และmodel การอนุรักษ์กำลังพล กำลังดำเนินการโดย สช.คุณหมอ ฑินกร โนรี ที่จะประชุมวันที่ 11 กพ.นี้ ที่สช.
 
5.ขอให้ รมต.สาสุขใหม่เข้าใจปัญหา น่าจะแก้ได้ไม่ยากครับ.. แต่ต้องลดประชานิยมของผู้บริหารสธ.ก่อน ซึ่งน่าจะลำบากตรงนี้ครับ..
 
6.พรบ.ใหม่จะดำเนินการเมื่อรัฐบาลตั้งเสร็จ น่าจะทราบว่าทำได้ไหมภายใน เดือนหน้าครับ
 
7.กฎหมายอาญานั้นเป็นสิทธิพื้นฐาน คงเลิกไม่ได้ เพราะแพทย์ที่ไม่ดีจริงๆ ก็ต้องถูกลงโทษครับ แ concept ต่ต้องคุ้มครองแพทย์ที่ดีๆให้ปลอดภัย
 
หากการเสวนาสั้นๆที่ ขอนแก่นทำให้เข้าใจเช่นด้านบน ผมคิดว่าคงไม่เคลียร์มากกว่าครับ ที่เชียงใหม่จะมีข้อมูลมากกว่า...
 
เชิงลึกนั้นจะลงใน tmc electronic news  ครับ ไม่สามารถกล่าวที่นี่ได้ ที่ต้องสมัครทาง web อีกครั้ง ช่วงนี้ ทดลองกับกลุ่มผู้บริหารอยู่ครับ
 

 
อนึ่งผมว่าหากแพทย์ยอมรับฟังเสียงของญาติผู้ป่วยและผู้ป่วยตั้งแต่วันแรกที่ ได้พบกัน สร้างความรู้สึกดีๆให้แก่กันไม่ใช่คิดว่าพวกเรายิ่งใหญ่อธิบายอะไรคนไข้ก็ไม ่รู้เรื่องหรอกจึงไม่อยากพูดกับคนไข้นั่นแหละที่สร้างความเจ็บแค้นให้คนไข้ผ มทำงานมาเคยเกือบถูกฟ้องร้องแต่ญาติคนไข้มาบอกว่าไม่ฟ้องหมอหรอกเพราะหมอเป็ นคนดี และเขาก็ไม่ได้มีอะไรเจ็บแค้นผมมาก่อนคับ
ผมเลยคิดว่าก่อนเกิดการฟ้องร้องขึ้นกรณีหมอและคนไข้มันมีจุดเริ่มต้นมาจากตั วหมอแต่ละคนนะคับว่าได้ปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างไรตั้งแต่ต้นต่างหาก
 
จากคุณ: mireyu โพสเมื่อวันที่: 07/10/08 เวลา 21:48:52
หนูก็อยากรับฟังเสียงของคนไข้และญาติทุกๆคนนะคะ
ได้คนละ30นาทียิ่งดี
opd วันละ 100 คนรับฟังคนละ10นาทีก็ 16ชมแล้ว ทำยังไงดีอะคะ
ถ้าตรวจวันละ8ชมก็ใช้เวลา2วันพอดีในการรับฟังเสียงคนที่100
บอกเค้าไปว่า พรุ่งนี้มาหาหมอตอนเย็นๆนะคะดีมั้ย
จากคุณ: หมอก้อนหิน โพสเมื่อวันที่: 07/13/08 เวลา 20:59:06
on 06/20/08 เวลา 11:46:24, DR.tum_med12 wrote:

 
อนึ่งผมว่าหากแพทย์ยอมรับฟังเสียงของญาติผู้ป่วยและผู้ป่วยตั้งแต่วันแรกที่ ได้พบกัน สร้างความรู้สึกดีๆให้แก่กันไม่ใช่คิดว่าพวกเรายิ่งใหญ่อธิบายอะไรคนไข้ก็ไม ่รู้เรื่องหรอกจึงไม่อยากพูดกับคนไข้นั่นแหละที่สร้างความเจ็บแค้นให้คนไข้ผ มทำงานมาเคยเกือบถูกฟ้องร้องแต่ญาติคนไข้มาบอกว่าไม่ฟ้องหมอหรอกเพราะหมอเป็ นคนดี และเขาก็ไม่ได้มีอะไรเจ็บแค้นผมมาก่อนคับ
ผมเลยคิดว่าก่อนเกิดการฟ้องร้องขึ้นกรณีหมอและคนไข้มันมีจุดเริ่มต้นมาจากตั วหมอแต่ละคนนะคับว่าได้ปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างไรตั้งแต่ต้นต่างหาก
 

 
พูดอย่างกะวันนึงตรวจคนไข้ 10 คน
แต่ความเป็นจริง คือ ตรวจคนไข้วันละ 200 คน ภายในเวลา 3 ชั่วโมง
จากคุณ: franay โพสเมื่อวันที่: 08/06/08 เวลา 00:37:14
เห็นด้วยค่ะ...หัวอกเดียวกัน (หมอใหม่)
 
on 02/06/08 เวลา 22:13:35, Confused wrote:
ตอนนี้ผมอยู่โรงพยาบาลจังหวัดจะครบปีแล้วครับ ออกชุมชนมา 3 เดือนแล้ว
 
ผมไม่อยากโดนฟ้องครับ....ผมไม่มีเงินสู้คดี ฐานะทางบ้านผมก็ไม่ดี
ถ้าผมเกิดโดนฟ้องขึ้นมาต้องเป็นเรื่องที่ยุ่งยากแสนสาหัสแน่ ๆ
 
ผมอยากดูคนไข้ละเอียด ๆ อยากคุยกับญาติอยากอธิบาย อยากให้ Patient Education
ผมมีคนไข้ OPD ประมาณน้อย ๆ 100 คน แล้วผมจะทำในสิ่งนั้นได้อย่างไรเพื่อไม่โดนฟ้อง
ทุกคนมาก็คิดแต่ว่า ฉันมาตั้งนานทำไมไม่ได้ตรวจ Huh ทำไม Huh?
 
มองกลับมาโรงพยาบาลในกรุงเทพ ย่านใจกลางเมือง คุณแม่ผมจะไปตรวจไปถึง 7.30 น. บอกว่าคิดเต็ม แพทย์เฉพาะทางออกตรวจแค่ เท่านั้น เท่านี้ราย ผมได้แต่พาแม่ผมกลับแล้วไปใหม่ตี 4....Huh?
 
ถามว่าทำไมโรงพยาบาลในเมืองทำได้ ไม่เห็นมีใครบ่น ถึงบ่นก็ไม่โวยวายยอมมากันแต่เช้า...มาจองคิวกัน Huh ทำไม โณงพยาบาลจังหวัด โรงพยาบาลอำเภอ ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำระบบแบบนี้บ้าง
 
ผมโดนคนไข้ด่าว่าตรวจช้ารอนาน
ผมโดนคนไข้ด่าว่าตรวจเค้าเร็วแป๊บเดียว..รอตั้งนาน
ผมโดนคนไข้ด่าว่าจ่ายยาน้อยตัวไปหรือจ่ายยาปริมาณน้อยตัวไป..ขอ 6 เดือนได้ไม๊
ผมเป็นหมอหรือเป็นเครื่องจ่ายยา...เค้ามาขอความช่วยเหลือผม หรือผมไปกราบเท้าเขาว่ามาตรวจกับผมหน่อยเถอะครับ
ผมไปเป็นขี้ข้าเขาตั้งแต่เมื่อไร..ถึงต้องมาคอยฟังว่าหมอต้องทำไอ้นั่นสิ ต้องสั่งไอ้นู่นสิ
ทำไมหมอไม่ X-Ray ทำไมหมอ ไม่ CT ทำไมหมอไม่ให้นอนโรงพยาบาล..ถ้าผมเป็นอะไรไปหมอรับผิดชอบไหวเหรอ
 
ผมอยู่โรงพยาบาลในเขตภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน จังหวัดอันแสนยาววว
รพช.ที่ไกล ๆ นี่ขับรถ 3 ชม.ยังไม่ถึงเลย (150 โล)
 
ผมต้องขอโทษโรงพยาบาลกระทรวงและงบประมาณในหลาย ๆ จุด เพราะผมยอมรับว่าถ้ามีปัญหาตามมาผมรับผิดชอบไม่ไหว
ผม X-Ray ให้เลย ผม CT ให้เลย อยากนอน นอนเลย ผมไม่ว่าไม่เถียงและไม่สน
 
ผมตั้งใจว่างดทำ OR ทุกอย่างเมื่อยู่ชุมชนเพราะโรงพยาบาลเราไม่พร้อมและผมไม่ใช่แพทย์เฉพาะทาง
 
ไม่มีใครช่วยผมได้เมื่อผมพลาด..ผมต้องป้องกันตัวเอง...ไม่ใช่เงินผม มันเงินรัฐ
ถ้ารัฐอยากให้อะไรดีขึ้นก็ต้องออกนโยบายที่เหมาะสมกว่านี้มารองรับ
 
ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ...ก็คงลาออก....
 
ความเห็นเล็ก ๆ ของหมอจบใหม่ที่เพิ่มพูนทักษะใน รพท. เกือบครบ 1 ปี

จากคุณ: moogunk โพสเมื่อวันที่: 08/24/08 เวลา 03:31:33
ต้องใช้หลักคุณธรรม( อ่านว่า คุณ-น่ะ-ทำ )  
 
จากคุณ: tm_kkh โพสเมื่อวันที่: 06/12/10 เวลา 17:38:28
ปัญหามีแต่เพิ่ครับ ยังไม่เห็นเลย ว่ามันจะลด เทียบดูสิครับ ทุกปีๆๆๆ เพิ่มเรื่อยๆ มีปีไหนลดลง บอกทีครับ


  • ข้อความและรูปภาพที่ท่านเห็นส่วนใหญ่ ได้ถูกส่งมาจาก ทางบ้าน
    ทางเว็บไซต์ Thaiclinic.com ไม่ได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของข้อความและรูปภาพที่ถูกส่งมา

  • ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชนและส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ
    เจ้าของเว็บไซต์ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้นเพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง
    ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง

  • ถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรมหรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล
    หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ webmaster@thaiclinic.com หรือ กดแจ้งที่ปุ่ม
    "แจ้งลบกระทู้"
    เพื่อให้ทีมงานทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบคุณทุกท่านที่ช่วยกันทำให้สังคมน่าอยู่ครับ

ThaiClinic.Com . All Rights Reserved.