หน้าแรกเว็บบอร์ด หน้าแรกเว็บบอร์ด
   For MD.
   Doctor Room l ห้องพักแพทย์
   Post reply ( Re: ล้านแรก...ยากที่สุด )
ขอเชิญเพื่อนแพทย์พูดคุย แสดงความคิดเห็นครับ
หัวข้อ:
ใส่ชื่อ:
Email:
Add YABBC tags:
Add Smileys: <more...>
ข้อความ:

Disable Smilies




Topic Summary
จากคุณ: <<GOOD LIFE>> โพสเมื่อวันที่: 08/16/22 เวลา 17:15:13
เงินล้านแรก ยากสุด
 
ช่วงทำงานใช้ทุน 3ปี นี่ขนาดใช้รถมือ2  
ก็ยังเก็บได้แค่ 6 แสนก่อนไปเรียนเฉพาะทางและต่อยอด  
ระหว่างเรียนรายได้น้อยมาก ต้องเอาเงินเก็บมาใช้แทบไม่เหลือ
 
จบกลับมาทำงานกว่าล้านแรกจะมาต้องรออายุ 34ปี
พอล้านแรกมาเท่านั้นแหละ ล้านที่2 ใช้เวลาไม่ถึง 6 เดือน
และล้านต่อๆมา ก็มาเร็วขึ้นๆ จนอดสังสัยไม่ได้ว่า 34 ปีที่ผ่านมาเงินไปหลบอยู่ที่ไหนมา
 
เงินล้านแรกยากเสมอ เราต้องสร้างตัวเองให้ถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติที่จะดึงดูดมัน
 
ล้านต่อๆไปก็จะง่ายขึ้น ใช้เวลาน้อยลง ถ้าเราดูแลเขาดี
 
ถ้าถึง 10 ล้าน ล้านที่11 ก็จะเริ่มง่ายขึ้น เพราะมีพลังดอกเบี้ยของ 10ล้านมาช่วย
 
เช่นถ้าได้ปันผล 6% = 6 แสน ล้านที่ 11 เราหาเพิ่มแค่ 4แสนก็ได้แล้ว
 
แต่ถ้าหากไปแตะ 100 ล้าน เงินล้านหลังจากนั้นเราแทบไม่ต้องออกแรงทำงานแล้ว เพราะ ปันผลตกปีละ 6 ล้าน
 
หรือถ้าขึ้นไป 200 ล้าน ปันผลหรือดอกเบี้ย ปีละ 12 ล้านแล้ว ไม่ทำอะไรเลยยังได้
 
เพราะนั้น ยิ่งเงินล้านหลังๆเท่าไหร่ เราก็จะออกแรงน้อยลงเท่านั้น
จากคุณ: 6699 โพสเมื่อวันที่: 08/16/22 เวลา 18:10:58
#อายุน้อยหนี้เป็นล้าน
   -การแบ่งเจเนอเรชั่นของคนรุ่นต่างๆ  คือดูว่าเกิดในช่วงเวลาไหนของยุคสมัย  แต่ละรุ่น มีระยะเวลาเฉลี่ยประมาณ 20 - 30 ปี  เหตุการณ์ที่คนแต่ละรุ่นพบจะไม่เหมือนกัน ทำให้วิธีการคิดไม่เหมือนกัน ผลกระทบที่มีต่อรุ่นในภาพรวมไม่เหมือนกัน  
 
    -เจนบี (Baby Boom Generation หรือ Generation B คือ กลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ.2489-2507 อายุอยู่ระหว่าง  58-76 ปี พวกนี้เกิดภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองสงบ ในระหว่างสงครามบรรดาผู้ชายต้องถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร ครั้นสงครามสงบ กลับมาแต่งงานแล้วรีบมีลูกกันยกใหญ่ คนเป็นเจนบีนี้เยอะมาก  เด็กเกิดกันมาก พ่อแม่ของคนพวกนี้ประสบความลำบากยากแค้นมาตลอดชีวิต เพราะเกิดหลังสงคราม ชีวิตมีแต่การขาดแคลน  จากสงครามโลกครั้งที่สอง
 
     -คนเจนบี เติบโตขึ้นมาด้วยการรับรู้ความยากลำบากของพ่อแม่ ทำให้ชีวิตมีเพื่อการทำงาน เคารพกฎเกณฑ์ กติกา อดทนให้ความสำคัญกับผลงานแม้ว่าจะต้องใช้เวลานานกว่าจะประสบความสำเร็จ มีแนวคิดทำงานหนักเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัว มีความทุ่มเทกับการทำงานและองค์กรมาก ให้ความสำคัญของครอบครัวรองลงมาจากงาน
 
     -เจนเอ็กซ์ (Generation X) คือ กลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ.2508-2522 อายุอยู่ประมาณ 43-57 ปี คนกลุ่มนี้ก็คือลูกหลานของพวกเจนบี  ช่วง พ.ศ.2508-2522 นี้เป็นช่วงของสันติภาพ ความมั่งคั่งขยายไปทั่วโลก เริ่มมียาคุมกำเนิดและแนวความคิดคุมกำเนิด  จำนวนการเกิดของเด็กช่วงนี้เริ่มลดลง บรรดาเด็กที่เกิดในช่วงนี้ เติบโตขึ้นมาได้เห็นการดำเนินชีวิตของพ่อแม่ ซึ่งเด็กพวกนี้ไม่เห็นด้วย ทำให้คนที่เติบโตมาในช่วงนี้มีลักษณะพฤติกรรมชอบอะไรง่ายๆ ไม่ต้องเป็นทางการ ให้ความสำคัญกับเรื่องความสมดุลระหว่างงานกับครอบครัว (Work-life Balance)
 
    -Gen Yเจนวาย (Generation Y) คือ กลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ.2523-2543 อายุอยู่ระหว่าง 22-42 ปี เป็นกลุ่มคนที่โตมาพร้อมกับคอมพิวเตอร์-อินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีไอที พวกนี้เป็นลูกของพวกเจนเอ็กซ์ จะมีประบการณ์ที่พ่อแม่กับ ปู่ ย่า ตายาย มีค่านิยมที่แตกต่างกัน
 
    -เจนวายเป็นวัยสำคัญในปัจจุบัน เพิ่งเริ่มเข้าสู่วัยทำงาน นิสัยชอบแสดงออก มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ไม่ชอบอยู่ในกรอบและไม่ชอบเงื่อนไข ต้องการความชัดเจนในการทำงานว่า สิ่งที่ทำมีผลต่อตนเองและต่อหน่วยงานอย่างไร อีกทั้งมีความสามารถในการทำงานที่เกี่ยวกับการติดต่อสื่อสาร และยังสามารถทำงานหลายๆ อย่างได้ในเวลาเดียวกัน แต่น่าแปลกใจว่า คนกลุ่มนี้ เริ่มมีปัญหาว่า ประมาณครึ่งหนี่งไม่สามารถทำการซื้อบ้านได้ ทั้งที่มีสังคมตั้งความหวังว่า   คนรุ่นใหม่ควรมีความสำเร็จมากกว่าคนรุ่นก่อน  
 
   - มีการศึกษาพบว่า คนมิลเลอเนียม หรือพวกเจน วาย เกิดมาพร้อมกับอินเทอร์เน็ต อัตราการขยายตัวของโลก แต่บางส่วนไม่สามารถมีบ้านของตัวเอง ที่ใช้ในการต่อยอดมั่งคั่งได้ในระยะยาว  มากกว่าครึ่ง หรือ 57% ต้องการเก็บเงินเป็นทุนสำรอง มากกว่าต้องการซื้อบ้าน  เงินที่หามาได้ ประมาณ ร้อยละ 45 ต้องนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน  ร้อยละ 43 ต้องนำมาใช้หนี้  และมองเรื่องการซื้อบ้านเป็นอันดับสาม ซึ่งเงินที่เหลือ ก็ไม่พอสำหรับการซื้อบ้าน  กลายเป็นว่า คนที่มีความรู้ และความสามารถในยุคนี้ ไม่สามารถมีบ้านของตัวเอง ได้  
 
     -อะไรคือสิ่งที่ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างคนเจน B หรือเบบี้บูมเมอร์กับพวกGen Y หรือ มิลเลอเนียม นอกจากเรื่องลักษณะการบริโภค ที่คนมิลเลอเนียม หรือเจนวายเป็นนักบริโภคนิยมตัวจริงแล้ว ตัวแปรอีกอย่างหนึ่งคือ อัตราผลตอบแทนการลงทุน  คนพวกพวกเจนบี หรือเบบี้บูมเมอร์ มีเวลาทำงานประมาณ 40 ปี เริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 25 จนปัจจุบัน อายุ 65 ปี  เปรียบเทียบกับ กลุ่มมิลเลอเนียม หรือกลุ่มคนอายุ 25-40 ปี หรือพวกเจนวาย ระยะเวลาทำงานนานประมาณ 15 ปี ทดลองเอาคนสองกลุ่มนี้มาเปรียบเทียบกัน  
 
    -ตัวที่ทำให้คนสองกลุ่มนี้ แตกต่างกันคือ ผลตอบแทน จากการลงทุน คนเจนบี มีเวลาการลงทุนยาวนาน  40 ปี เมื่อแบ่งระยะการลงทุนออกเป็นสองช่วง ช่วง 25 ปีแรก และ 15 ปีหลัง ตามผลตอบแทนที่ได้รับ คนกลุ่มเจนบี ในช่วง 25 ปีแรก ผลตอบแทน อยู่ที่ประมาณ8-14% ต่อปี เมื่อมองจากมุมของดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร ส่วน 15 ปีหลัง ตั้งแต่ปี 2550-2565 ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร จะอยู่ที่ 1-5% ต่อปี  ทดลองใส่ตัวเลขสุ่มเข้าไปใน 25 ปีแรก เป็นค่าผลตอบแทนสุ่มตั้งแต่ 8-14%  และใส่ตัวเลขสุ่มเข้าไปใน 15 ปีต่อมา ให้ค่าผลตอบแทนสุ่มระหว่าง 1-5% และเอาค่าสุ่มทั้งสองแบบมารวมกัน และหาค่าเฉลี่ยผลตอบแทนตลอดเวลา 40 ปี ผลตอบแทนจะตกที่ประมาณ 8.3%
 
    -แต่คนเจนวาย หรือพวกมิลเลลเนียม ไม่มีช่วงโอกาสทอง 25 ปีแรก จะมีแต่ 15 ปีหลัง ที่ให้ผลตอบแทนประมาณ 1-5%เช่นเดียวกัน  เมื่อใส่ตัวเลขสุ่มของผลตอบแทนเข้าไปใน 15 ปีของชาวมิลเลอเนียม จะได้ค่าออกมาเป็น 2.6% ที่เป็นค่าของผลตอบแทนที่เหล่า เจนวายได้รับตลอดเวลาทำงาน 15 ปี  
 
    -การที่ค่าเฉลี่ยของเจนB ได้ประมาณ 8.3% ตลอดเวลายาวนาน 40 ปี แม้แต่เมื่อเริ่มปี 2550จนถึงปัจจุบัน  ที่ดอกเบี้ยธนาคารเริ่มให้น้อยลง ค่าเฉลี่ยของชาวเจน B จะได้รับลดลงเหลือประมาณ 3.3% ต่อปี ยังคงมากกว่า ชาวเจนวาย ที่ได้ประมาณ 2.6% ต่อปี คิดเป็น 1.2 เท่า
 
   -เมื่อชาวเจนวาย ได้รับผลตอบแทนทั้งชีวิตประมาณ 2.6%  ปัญหา เกิดขึ้นทันที เมื่อทำการผ่อนบ้าน หรือซื้อรถยนต์ อัตราดอกเบี้ยในการผ่อนบ้านคงที่ 3 ปีแรก อยู่ที่ 4-5% ดอกเบี้ยอัตราผ่อนบ้าน มากกว่า ผลตอบแทนที่ได้รับถึง 2 เท่า ไม่สามารถทำการผ่อนบ้านได้ ทำให้ ชาวเจนวาย มีปัญหาว่าไม่สามารถซื้อบ้านเป็นของตัวเองได้ มากกว่าครึ่งหนึ่ง  
 
   -อัตราดอกเบี้ยผ่อนรถ  4-5% ต่อปี แต่เป็นอัตราดอกเบี้ยคงตัว  ทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง คือสองเท่าของอัตราดอกเบี้ยที่กำหนด อยู่ที่ดอกเบี้ยประมาณ 8-10% มากกว่า อัตราผลตอบแทนที่ชาวเจนวายได้รับมาก
 
   -ตัวเลขของหนี้สิน จากบัตรเครดิต บ้าน รถยนต์ สินเชื่อส่วนบุคคล คนวัยทำงานทั้งประเทศมี 44 ล้านคน  มีการก่อนหนี้ 32 ล้านคน หรือคิดเป็น72% และพวกที่เป็นหนี้เหล่านี้  ในหนึ่งร้อยคนมี 16 คน เป็นหนี้เสีย หรือเป็นพวกที่ไม่สามารถจ่ายหนี้ได้ 3 งวดติดกัน เฉลี่ย 16%  ทำให้การคิดดอกเบี้ยของบัตรเครดิต ดอกเบี้ย ขั้นต่ำคือ 16%
 
   -คนหนึ่งร้อยคน ที่เป็นหนี้ ถ้าอายุ 22 ปีจะมีหนี้เสีย 24 คน ถ้าอายุ 31  ปี จะมีหนี้เสีย 25 คน อายุ 40 ปี จะมีหนี้เสีย 22 คน อายุ 50 จะมีหนี้เสีย 15 คน เมื่อคนเราติดกับดักหนี้ โอกาสน้อยที่จะออกมาได้  ทำให้คนกลุ่ม มิลเลอเนียม หรือเจนวาย ไม่สามารถทำการซื้อบ้านเป็นของตัวเองได้
 
   -สาเหตุส่วนหนึ่งของคนเจนวาย ประมาณ 57% ที่ไม่สามารถมีบ้านของตัวเองได้ คือการเป็นนักบริโภคตัวจริง และสนับสนุนด้วย ค่าผลตอบแทนช่วงชีวิตของชาวเจนวายที่ได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 2.6% ต่อปี  แต่พวกเหล่า เจนบี จะมีค่าเฉลี่ยของผลตอบแทนทบต้นตลอดเวลา 40 ปี ที่ 8.3% แม้แต่คิดตอนช่วง 15 ปีท้ายด้วยกัน ผลตอบแทนก็ยังเท่ากับ 3.3% เนื่องจากมีค่าเฉลี่ยในช่วง 25 ปีทอง ทำให้ในช่วง 15 ปีหลังยังสูงอยู่ ต้องคิดว่า บางครั้งเก่งอย่างเดียวไม่พอ ต้องเฮงร่วมด้วย  
#เจนวายปะทะเจนบี


  • ข้อความและรูปภาพที่ท่านเห็นส่วนใหญ่ ได้ถูกส่งมาจาก ทางบ้าน
    ทางเว็บไซต์ Thaiclinic.com ไม่ได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของข้อความและรูปภาพที่ถูกส่งมา

  • ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชนและส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ
    เจ้าของเว็บไซต์ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้นเพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง
    ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง

  • ถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรมหรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล
    หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ webmaster@thaiclinic.com หรือ กดแจ้งที่ปุ่ม
    "แจ้งลบกระทู้"
    เพื่อให้ทีมงานทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบคุณทุกท่านที่ช่วยกันทำให้สังคมน่าอยู่ครับ

ThaiClinic.Com . All Rights Reserved. !--BEGIN WEB STAT CODE-->

Powered by