หน้าแรกเว็บบอร์ด หน้าแรกเว็บบอร์ด
   For MD.
   Doctor Room l ห้องพักแพทย์
   Post reply ( Re: ขอตัวอย่างคนที่เป็นหมอแล้วประสบความสำเร็จด้านธุรกิจ )
ขอเชิญเพื่อนแพทย์พูดคุย แสดงความคิดเห็นครับ
หัวข้อ:
ใส่ชื่อ:
Email:
Add YABBC tags:
Add Smileys: <more...>
ข้อความ:

Disable Smilies




Topic Summary
จากคุณ: Alabamian โพสเมื่อวันที่: 06/19/21 เวลา 13:44:44
มักมีวาทกรรมชอบบอกว่าเป็นหมอไม่รวย ไปทำอย่างอื่นดีกว่า
ขอตัวอย่างคนที่ออกจากวงการหมอแล้วไปโตในด้านอื่นแล้วประสบความสำเร็จ
หรือทำทั้งอาชีพหมอและอาชีพนั้นด้วยไปพร้อมๆกันแล้วประสบความสำเร็จค่ะ
จากคุณ: Pandermonium โพสเมื่อวันที่: 06/19/21 เวลา 14:49:02
คำพูด ที่ว่าหมอที่ดีไม่ควรร่ำรวย  นั้นเริ่มมากจากไหน ??
แบล็กกราวของคนพูดนั้น ร่ำรวยล้นฟ้ามาจากมรดกพ่อแม่แล้ว
ปัจจุบันก็รวยขึ้นๆตลอด  เราไม่ควรยึดติดกับคำพูด  เพียงเพราะว่าใครเป็นคนพูด...
หมอที่ขยัน รักษาคนไข้ดี  จนรวยมากขึ้นไม่ใช่ความผิด
 
จากคุณ: 6699 โพสเมื่อวันที่: 06/19/21 เวลา 15:45:14
ไม่ทราบนิยามคำว่ารวย เริ่มตั้งแต่เงินสดเท่าไหร่ หรือทรัพย์สินเท่าไหร่ จะต้องมองโจทย์ออกได้ ตอบคำถามได้
จากคุณ: anantom โพสเมื่อวันที่: 06/19/21 เวลา 16:18:20
นพ.บุญ วนาสิน
จากคุณ: doreus โพสเมื่อวันที่: 06/19/21 เวลา 16:36:41
รู้จักหุ้น beauty กับ ร้านทองแม่ทองสุกป่ะ ส่วนตัวไม่ค่อยเจอหมอที่ไม่รวยนะ เพียงแต่เค้าไม่ออกหน้าออกตาอ่ะ เคยเห็นพอร์ทคุณหมอบางท่านที่ซื้อช่วงโควิดแล้วตกใจมากไม่ใช่ระดับร้อยล้านอ ่ะ
จากคุณ: -=Jfk=- โพสเมื่อวันที่: 06/19/21 เวลา 17:08:10
เอาเฉพาะ ที่รวยจากธุจกิจ ไม่ใช่อาชีพหมอ รวยระดับ เกินพันไปจนเกิน หมื่นล้าน
 
คุณหมอ ประเสริฐ บางกอกแอร์เวย์ และสารพัด รพ ในเครือ
 
คุณหมอพงษ์ศักดิ์ เจ้าของพงศักดิ์คลินิคเซียนหุ้น และ อีกหลายธุรกิจ
 
คุณหมอ เจ้าของ WHA ยักษ์ใหญ่ Whare house ในตลาดหลักทรัพย์
 
เจ้าของ Beauty ในตลาดหลักทรัพย์ อีกราย
 
คุณหมอ เจ้าของกิฟฟารีน
 
คงยังมีอีกเยอะครับ
 
แต่เอาจริงอาชีพหมอ เป็นอาชีพที่มี คอมฟอร์ตโซน อาจจะรวยได้ แต่ถึงไม่รวยก้อไม่ลำบาก
 
จากคุณ: doreus โพสเมื่อวันที่: 06/19/21 เวลา 17:56:06
คุณหมอสมยศ เจ้าของWHA เสียไปแล้วนะครับ
จากคุณ: Dr._Panya โพสเมื่อวันที่: 06/19/21 เวลา 19:26:17
และคุณหมอเจ้าของเครือ รพ.เกษมราษฎร์ ก็น่าจะมีเงินเกินพันล้านบาท มั้งครับ อิ อิ อิ
จากคุณ: 6699 โพสเมื่อวันที่: 06/19/21 เวลา 19:41:37
มาตราฐานความร่ำรวยของเรามีแค่สามอย่าง  
 
1.มีบ้านและรถเป็นของตัวเอง ไม่ต้องผ่อน
2.มีรายได้มากกว่า ค่าเฉลี่ยของประชากรไทย  ตัวเลขกลมๆ เราให้สามหมื่นต่อเดือน หลังหักภาษีแล้ว
3.สามารถอยู่ได้อย่างไม่ทุกข์ร้อน ไม่ต้องเปลี่ยนมาตราฐานการครองชีพของตัวเอง แม้จะไม่หาเงินเพิ่ม  ร่างกายหลุดพ้นจากการใช้แรงงาน แต่ยังมีรายได้เลี้ยงตัวเราเองได้ และจิตวิญญาณกับความคิดเป็นเสรี ไม่ต้องเปรียบเทียบกับคนอื่น หมายถึงว่า ได้รับอิสระทั้งทางร่างกายและจิตใจ คือคนรวยที่แท้จริง เป็นคนที่ไม่ต้องทุกข์ร้อน สามารถดำรงอยู่ได้ แม้จะไม่ต้องหาเงินมาเพิ่มแล้ว
จากคุณ: positive โพสเมื่อวันที่: 06/20/21 เวลา 18:35:32
หมอคนนึงจะผันตัวไปทำธุรกิจอื่นแล้ว จะขยับฐานะตัวเองขึ้นไปได้ดีกว่าการทำอาชีพเดิมนั้น มีตัวอย่างมากมายครับ แต่อย่าลืมว่าเขาอาจจะเป็นส่วนน้อย ที่รอดมาให้เราชื่นชม ส่วนมากอาจจะไม่ใช่แบบนั้น  (Survival Bias)
 
ประสบการณ์ส่วนตัวจากหมอรอบๆตัวผม สังเกตว่าส่วนใหญ่ เวลาไปทำอย่างอื่น  มีเพียงส่วนน้อยที่จะทำได้นาน โดยเฉพาะถ้ายังประกอบอาชีพแพทย์อยู่  เดาว่าคงเพราะเวลาจำกัด หรือ อาชีพใหม่ ช่วงเริ่มต้นอาจจะใช้เวลามาก ค่าตอบแทนไม่สูง กำลังใจจะทำนานๆก็น้อย  
(เรียกว่าค่าเสียโอกาส จะสูงหากเริ่มอาชีพที่สองโดยที่อาชีพแรกที่ทำมันค่อนข้างโอเคอยู่แล้ว)  
 
 
 
 
 
 
จากคุณ: -=Jfk=- โพสเมื่อวันที่: 06/21/21 เวลา 13:11:29
on 06/19/21 เวลา 17:56:06, doreus wrote:
คุณหมอสมยศ เจ้าของWHA เสียไปแล้วนะครับ

 
ใช่ครับ แต่ WHA นี่ต้องชมคุณหมอสมยศ แกเป็นคนลุยวางรากฐานไว้เลย
 
ตอนนี้ ภรรยาแก มารับช่วงต่อแทน
จากคุณ: -=Jfk=- โพสเมื่อวันที่: 06/21/21 เวลา 13:13:12
on 06/19/21 เวลา 19:26:17, Dr._Panya wrote:
และคุณหมอเจ้าของเครือ รพ.เกษมราษฎร์ ก็น่าจะมีเงินเกินพันล้านบาท มั้งครับ อิ อิ อิ

 
พี่หมอ เฉลิม เจ้าของเกษมราษฏร์ นี่รุ่นพี่ มช. แต่ของพี่เหลิม น่าจะถือว่า รวยจาก อาชีพหมือ หรือ เครือ รพ.เป็นหลัก ไม่ค่อยได้ทำธุรกิจอื่น
 
แต่หมอเจ้าของรพ.อีกคนที่รวยจากอย่างอื่น ก็ เจ้าของยันฮี คนนี้ รวยจากอสังหา มากๆ
จากคุณ: doreus โพสเมื่อวันที่: 06/21/21 เวลา 18:21:26
on 06/21/21 เวลา 13:13:12, -=Jfk=- wrote:

 
พี่หมอ เฉลิม เจ้าของเกษมราษฏร์ นี่รุ่นพี่ มช. แต่ของพี่เหลิม น่าจะถือว่า รวยจาก อาชีพหมือ หรือ เครือ รพ.เป็นหลัก ไม่ค่อยได้ทำธุรกิจอื่น
 
แต่หมอเจ้าของรพ.อีกคนที่รวยจากอย่างอื่น ก็ เจ้าของยันฮี คนนี้ รวยจากอสังหา มากๆ

เจ้าของยันฮีทำบ้านจัดสรรขายด้วยเหรอครับพี่่
จากคุณ: mr.leo โพสเมื่อวันที่: 06/22/21 เวลา 08:34:09
ลองเสิร์ชชื่อนี้ดูครับ
นพ.พงศ์ศักดิ์ ธรรมธัชอารี
นี่คือเศรษฐีหุ้น (ที่เป็นรายย่อย) อันดับ 1 ของไทยหลายปีติดมี asset >20,000 ล้าน
จากคุณ: -=Jfk=- โพสเมื่อวันที่: 06/22/21 เวลา 09:48:47
on 06/21/21 เวลา 18:21:26, doreus wrote:

เจ้าของยันฮีทำบ้านจัดสรรขายด้วยเหรอครับพี่่

แลนด์ลอร์ด ที่มีที่ดินเยอะคนนึง ครับ เท่าที่ทราบ
จากคุณ: -=Jfk=- โพสเมื่อวันที่: 06/22/21 เวลา 10:11:35
on 06/22/21 เวลา 08:34:09, mr.leo wrote:
ลองเสิร์ชชื่อนี้ดูครับ
นพ.พงศ์ศักดิ์ ธรรมธัชอารี
นี่คือเศรษฐีหุ้น (ที่เป็นรายย่อย) อันดับ 1 ของไทยหลายปีติดมี asset >20,000 ล้าน

 
 
คนเสื้อแดง ซ้ายมือครับ คุณหมอพงศ์ศักดิ์ เจ้าของ พงศ์ศักดิ์ คลินิค และเซียนหุ้นมือทอง
 
คนขวา นั่น อจ.ดร.ไพบูลย์ คู่ซี้อจ.นิเวศน์ นั่น ก็เซียน พอร์ตระดับหมื่นล้านเช่นกัน
 
ส่วนคนกลาง นั่น หมอบ้านนอกพอร์ตเท่าจิ๋มมด 5555555
จากคุณ: <<GOOD LIFE>> โพสเมื่อวันที่: 06/22/21 เวลา 11:43:49
อาชีพแพทย์ รายได้สูงตั้งแต่แรก  
ทำให้มีแรงจูงใจไปทำอย่างอื่นน้อยลง
ขอบเขตงานเลยจำกัด  
..
 
ส่วนวิศวะ โดยเนื้องาน รายได้ไม่สูงมาก  
ทำให้วิศวะหลายๆคน หาทางขยับตัวเอง ไปสายงานอื่น
เพื่อให้มีรายได้สูงขึ้น เช่น สายการเงิน การลงทุน ผู้บริหาร etc. หลากหลาย  
พอเขาได้รู้เรื่องการเงิน การลงทุน เข้าใจบัญชี  
เข้าใจพลังของดอกเบี้ยทบต้น ใช้เป็นเครื่องทุ่นแรง (leverage) ทำให้รายได้ก้าวกระโดดขึ้นมา
 
สัดส่วนนักลงทุนที่เก่งๆ จึงเป็นวิศวะมากกว่า (เรียนเก่งเป็นพื้นเดิมอยู่แล้ว)
..
 
ซึ่งก็จริง รายได้จากอาชีพแพทย์ล้วนๆ ไม่มีทางรวย  
แต่อยู่ได้อย่างมั่นคง มีมาตรฐานชีวิตสูงกว่าค่าเฉลี่ย
 
สามารถไปที่ หลัก 10-20 ล้านได้สบายๆ ถึง 100 ล้านอาจพอได้
 
 
แต่จาก 100 ไป 200 เริ่มยากล่ะ (1000 นี่ไม่ต้องพูดถึง) เพราะจำกัดด้วยแรงและเวลา
 
จะไปไกลกว่านี้ได้ ต้องเปลี่ยนวิธีการ ต้องใช้เครื่องทุ่นแรงมาช่วย
ได้แก่
 1) เป็นเจ้าของธุรกิจ (ใช้ระบบและคนอื่นช่วยทำงาน)
 2) เป็น Investor (ใช้เงินทำงาน)
จากคุณ: Pandermonium โพสเมื่อวันที่: 06/22/21 เวลา 17:18:40
20ล้นนี่ยังไม่รวย 555
 
ฉันจินตนาการ คำนิยามว่ารวยของพวกเธอไม่ออกจริงๆ
สงสัย จะรวยต้องแบบทักษิณล่ะมั้ง
จากคุณ: Dr.OU โพสเมื่อวันที่: 06/22/21 เวลา 20:09:40
on 06/22/21 เวลา 10:11:35, -=Jfk=- wrote:

 
 
คนเสื้อแดง ซ้ายมือครับ คุณหมอพงศ์ศักดิ์ เจ้าของ พงศ์ศักดิ์ คลินิค และเซียนหุ้นมือทอง
 
คนขวา นั่น อจ.ดร.ไพบูลย์ คู่ซี้อจ.นิเวศน์ นั่น ก็เซียน พอร์ตระดับหมื่นล้านเช่นกัน
 
ส่วนคนกลาง นั่น หมอบ้านนอกพอร์ตเท่าจิ๋มมด 5555555

 
 
Hi so มากๆ เลยครับ  พี่ JFK
จากคุณ: Dr._Panya โพสเมื่อวันที่: 06/23/21 เวลา 09:16:53
แต่อาจารย์หมอสูติ- ออร์โธ ชื่อดังบางคน เนี่ยน่าจะมีหลายสิบล้านบาท (อาจจะถึงร้อยล้าน) เพราะเห็นมีคนฝากเคสพิเศษเดือนละหลายสิบเคสๆละเป็นแสนบาท อิ อิ อิ
จากคุณ: Dr._Panya โพสเมื่อวันที่: 06/24/21 เวลา 13:14:46
จริงๆ ผมว่า คุณหมอ JFK...ก็น่าจะมีเกิน 100 ล้านบาท(จากธุรกิจต่างๆ)ด้วยแหละ อิ อิ อิ
จากคุณ: -=Jfk=- โพสเมื่อวันที่: 06/25/21 เวลา 11:25:25
on 06/24/21 เวลา 13:14:46, Dr._Panya wrote:
จริงๆ ผมว่า คุณหมอ JFK...ก็น่าจะมีเกิน 100 ล้านบาท(จากธุรกิจต่างๆ)ด้วยแหละ อิ อิ อิ

 
ผมหาได้ กินหมด ครับ เหลือ แค่ เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง 555555
จากคุณ: Dr._Panya โพสเมื่อวันที่: 06/25/21 เวลา 17:19:48
100+ ล้านบาท... ถ้าบอกว่าหาได้กินหมดเนี่ย ทั้งบ้าน คงจะต้องกิน...Foie Gras, Truffle, เถรกระโดดกำแพง ฯลฯ บ่อยๆเลยแหละครับ อิ อิ อิ
จากคุณ: nicenick โพสเมื่อวันที่: 06/25/21 เวลา 21:00:42
บ้านเป็นยิวมีมุมมองการเงินต่างจากชาวบ้าน  คนที่จนคือไม่สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอีก
 
ไปดูประวัติคนที่มาผู้ช่วยรัฐมนตรีสาธารณะสุขอิสราเอลแต่ละราย  ส่วนใหญ่เป็นหมอทำงานวิจัย  ไปเปิดบริษัทขาย  ขายบริษัททีร้อยล้านสองร้อยล้านดอลล่าห์  ส่วนใหญ่พวกนี้เคยเป็นอาจารย์สอนแพทย์ ม.ต้นๆ ของโลก
 
แต่คิดว่าหมอที่คนที่น่าจะรวยที่สุดคือเพื่อนเบอร์นาร์ด อาร์โนล  คนที่ช่วยระดมทุนก่อตั้งบริษัท  ตอนนี้ตายไปแล้ว  ถ้าไม่ตายน่าจะเป็นหมอที่รวยที่สุดในโลกเลย  หุ้นเยอะมาก  ตายบริจาคไปบ้าง ตอนตายหุ้นไม่แพง แต่ก็รวยอะ  คนนี้จำชื่อไม่ได้แต่มีเชื้อยิวเหมือนกัน  เป็นคนนำเทคโนโลยีเลเซอร์อิสราเอลเข้าฝรั่งเศส
จากคุณ: philosophy โพสเมื่อวันที่: 06/28/21 เวลา 20:06:10
เจ้าของบริษัทยา servier ครับ  ชาวฝรั่งเศส
 
Jacques Servier
 
https://en.wikipedia.org/wiki/Jacques_Servier
 
 
https://servier.com/en/group/
 
ชื่่นชอบมากเลยครับ  ตอนนี้เสียชีวิตแล้ว
 
ลูกก็ไม่รับช่วงต่อ  ไปทำอสังหาเกี่ยวกับโรงแรม  
 
บริษัทยา รู้สึกจะเข้ากองทุนบริหารไป  ไม่ได้ทำตลาดเองแล้ว
 
ยา perindopril  Indapamide  colaran(Ivabradine)  vastarel MR
piribidil(trivastal MR)   Diamicron MR
 
ยาตัวสุดท้ายที่ออกคือ Ivabradine
 
ที่ทึ่งเพราะยาแต่ละตัวไปอิงกระแส  เล่นในเกมส์ของตัวเอง
 
แต่ขายได้เรื่อยๆ  แม้นแต่ปัจจุบัน ที่เจ้าของได้เสียชีวิตไปแล้ว
 
 
https://ca-times.brightspotcdn.com/dims4/default/62b29ee/2147483647/stri p/true/crop/2048x1354+0+0/resize/840x555!/format/webp/quality/90/?url=https%3A%2F%2Fcalifornia-times-brightspot.s3.amazonaws.com%2F51%2F51%2F3fef817ceb064d908573ff2a1331%2Fsdut-file-in-this-may-21-2013-fil-20160905-003" alt="" border="0">
จากคุณ: Pandermonium โพสเมื่อวันที่: 06/28/21 เวลา 20:27:12
ขอรางวัลที่1 ตรงๆสักงวด สัก5ใบพอค่ะ
จากคุณ: 6699 โพสเมื่อวันที่: 06/28/21 เวลา 21:51:09
-เราทำเงินได้พอประมาณ แต่ส่วนมาก เกิดจากความโชคดีของเรามากกว่า  เราเคยมีเงินสี่ล้านบาท จากการสะสม เอาฝากธนาคาร ผู้จัดการธนาคารแนะนำให้เราซื้อหุ้นของธนาคาร ในตอนนั้น เราไม่มีความรู้เรื่องหุ้นอะไร เอาเงินสี่ล้านบาท ซื้อหุ้น เชื่อตามคำแนะนำของผู้จัดการธนาคาร  ตอนนั้น พาร์ 100 บาท ขาย 400 บาท เราเข้าใจผิดว่า หุ้นธนาคาร เหมือนกับพันธบัตรรัฐบาล มีธนาคารรับประกัน แต่จริงๆแล้วไม่ใช่  เมื่อซื้อไป เรานอนไม่หลับ คิดว่า เงินเราสูญแล้ว  
 
-ต่อมาธนาคารลดราคาหุ้นเหลือหุ้นละสิบบาท เราคิดว่า เงินเราเหลือแค่หนึ่งในสิบ แต่กลายเป็นว่าหุ้นราคา สิบบาท มาขายกันที่ 160 บาท จำได้ว่า เราขอให้ผู้จัดการธนาคารขายหุ้นให้หมด ในตอนนั้น ได้เงินมาประมาณ 16 ล้าน หลังจากนั้น เราไม่สนใจเรื่องหุ้นอีกเลย เพราะความไม่รู้เรื่องของเรา ทำให้เราได้เงินมา ถ้าหากว่า เกมนี้เล่นนานเข้าเราต้องเสียอย่างแน่นอน  
 
-เราผ่านช่วงปี 2530 -2540 ดอกเบี้ยร้อยละ 13% เงินเราพักที่สหกรณ์รพ. และเงินในธนาคาร ที่ให้ดอกเบี้ยเราร้อยละ 15% แถมยังแอบจ่ายภาษีเงินได้ให้เราอีก  เงินเราเติบโตขึ้น จาก 20 ล้าน กลายเป็น 80 ล้าน โดยที่เราไม่ได้ทำอะไร แค่อยู่ถูกที่ ถูกเวลาเท่านั้นเอง  
 
-เราทำเงินได้มากที่สุดในปี 2540-2545 ตอนนี้ ผู้จัดการธนาคาร ได้แนะนำ การลงทุนดีๆให้เราอย่างมาก ทำให้เรามีที่ดินมากจนเรานับโฉนดไม่ไหว สำเนาโฉนด ใส่แฟ้มห้าห่วงตราช้าง ประมาณ 20 แฟ้ม  ที่ดินตกค้างในธนาคารจำนวนมาก รอการยึด ผู้จัดการธนาคาร แนะนำให้เราซื้อที่ดิน เนื่องจาก เราเป็นคนเชื่อคนง่าย ทำให้เราซื้อที่ดินไปประมาณสองพันไร่ แต่เราได้เครดิตจากผู้จัดการธนาคารหกเดือน ไม่ต้องจ่ายเงิน ไม่ต้องคิดดอกเบี้ย เราคิดว่า ผู้จัดการธนาคารปรารถนาดีต่อเรา แต่จริงๆแล้ว เป็นหน้าที่ของผู้จัดการธนาคารที่ต้องดูคนที่มีเงินสดในธนาคาร และเกลี้ยกล่อมให้คนเหล่านี้ซื้อที่ดินในธนาคารไปให้หมด ไม่ต้องติดมือธนาคารมากกว่า ใครๆคิดว่า เราต้องหมดตัวแน่นอน เราเองก็คิดเช่นนั้นเอง กว่าที่เราจะรู้ว่าเราทำอะไรลงไป เราก็เหลือเงินไม่เท่าไหร่ในบัญชีแล้ว มีแต่ที่ดิน ที่เราไม่เคยไปดู และไม่รู้วาอยู่ทีตรงไหนบ้างเลย  
 
-เรานอนไม่หลับหลายคืน เกือบเดือน เพราะเงินเราสูญเกือบหมด และต้องเป็นหนี้ธนาคารอีก แต่เนื่องจากวันหนึ่ง เราเจอพนักงานรปภ.ที่รพ. เขามีรถปิ๊กอัพ รับส่งคนป่วยในจังหวัด ส่งถึงบ้าน เราถามเขาว่า ถ้าเราให้รายชื่อเขา บ้านเลขที่เขา เขาสามารถหาคนนั้นให้เราได้หรือไม่ เขาตอบว่า ได้แน่นอนทั้งจังหวัด เขารู้จักหมด เราเขียนจดหมายลงทะเบียนตอบรับ และเขียนจดหมายจ้างให้ รปภ.นำไปให้เจ้าของที่ดินเดิม มาทำการซื้อคืน ในราคาสามเท่า ก่อนหกเดือน เราหาเงินใช้คืนธนาคารได้หมด และเหลือที่ดินเก็บเอาไว้เป็นที่ระลึกอีกประมาณ พันไร่ และทำให้เงินเราเพิ่มขึ้นอีก เท่าตัว
 
-ช่วงปี 2540-2550 เป็นช่วงที่เราไม่เก่ง แต่เฮงมาก เพราะเราอยู่ถูกที่ถูกเวลาเท่านั้นเอง  
 
-คนเรามีเงินสดประมาณ 200 ล้าน น่าจะพอใจแล้ว เรามองว่า เงิน 200 ล้านเป็นที่สุดของแจ้แล้ว เพราะฝากสหกรณ์ ได้ผลตอบแทนประมาณ 3.5% ในแต่ละเดือนเราจะได้เงินประมาณ 5-6 แสนบาท แต่เงินจำนวนนี้ เราแทบไม่ได้ใช้ เพราะเงินเดือนจากราชการ เราก็พอจะใช้ทุกเดือน โดยไม่ทำต้องเวชปฏิบัติส่วนตัว  
 
-การมีเงินมากๆแล้ว ทำให้เราทุ่มเทในการรักษาคนป่วยได้เต็มที่ ในรอบสิบปีนี้ เราไม่ได้ทำงานที่รพ.เอกชน หรือทำร้านแต่อย่างไรกัน  
 
-เราก็ไม่รู้ว่า เราประสบความสำเร็จหรือไม่ประสบความสำเร็จ แต่จริงๆแล้ว เราทำเงินได้มาก เป็นเพราะเราเป็นคนเชื่อคนง่าย และมองโลกในแง่ดี  ซึ่งหลังจากที่เราพยายามแก้ไขข้อบกพร่องตรงนี้ของเรา เราก็ไม่เคยทำเงินได้อีก แต่เราก็มีความสุขดี กินอิ่ม นอนหลับสบายทุกคืน
จากคุณ: <<GOOD LIFE>> โพสเมื่อวันที่: 06/29/21 เวลา 11:41:53
on 06/28/21 เวลา 21:51:09, 6699 wrote:
-เราทำเงินได้พอประมาณ แต่ส่วนมาก เกิดจากความโชคดีของเรามากกว่า  เราเคยมีเงินสี่ล้านบาท จากการสะสม เอาฝากธนาคาร ผู้จัดการธนาคารแนะนำให้เราซื้อหุ้นของธนาคาร ในตอนนั้น เราไม่มีความรู้เรื่องหุ้นอะไร เอาเงินสี่ล้านบาท ซื้อหุ้น เชื่อตามคำแนะนำของผู้จัดการธนาคาร  ตอนนั้น พาร์ 100 บาท ขาย 400 บาท เราเข้าใจผิดว่า หุ้นธนาคาร เหมือนกับพันธบัตรรัฐบาล มีธนาคารรับประกัน แต่จริงๆแล้วไม่ใช่  เมื่อซื้อไป เรานอนไม่หลับ คิดว่า เงินเราสูญแล้ว  
 
-ต่อมาธนาคารลดราคาหุ้นเหลือหุ้นละสิบบาท เราคิดว่า เงินเราเหลือแค่หนึ่งในสิบ แต่กลายเป็นว่าหุ้นราคา สิบบาท มาขายกันที่ 160 บาท จำได้ว่า เราขอให้ผู้จัดการธนาคารขายหุ้นให้หมด ในตอนนั้น ได้เงินมาประมาณ 16 ล้าน หลังจากนั้น เราไม่สนใจเรื่องหุ้นอีกเลย เพราะความไม่รู้เรื่องของเรา ทำให้เราได้เงินมา ถ้าหากว่า เกมนี้เล่นนานเข้าเราต้องเสียอย่างแน่นอน  
 
-เราผ่านช่วงปี 2530 -2540 ดอกเบี้ยร้อยละ 13% เงินเราพักที่สหกรณ์รพ. และเงินในธนาคาร ที่ให้ดอกเบี้ยเราร้อยละ 15% แถมยังแอบจ่ายภาษีเงินได้ให้เราอีก  เงินเราเติบโตขึ้น จาก 20 ล้าน กลายเป็น 80 ล้าน โดยที่เราไม่ได้ทำอะไร แค่อยู่ถูกที่ ถูกเวลาเท่านั้นเอง  
 
-เราทำเงินได้มากที่สุดในปี 2540-2545 ตอนนี้ ผู้จัดการธนาคาร ได้แนะนำ การลงทุนดีๆให้เราอย่างมาก ทำให้เรามีที่ดินมากจนเรานับโฉนดไม่ไหว สำเนาโฉนด ใส่แฟ้มห้าห่วงตราช้าง ประมาณ 20 แฟ้ม  ที่ดินตกค้างในธนาคารจำนวนมาก รอการยึด ผู้จัดการธนาคาร แนะนำให้เราซื้อที่ดิน เนื่องจาก เราเป็นคนเชื่อคนง่าย ทำให้เราซื้อที่ดินไปประมาณสองพันไร่ แต่เราได้เครดิตจากผู้จัดการธนาคารหกเดือน ไม่ต้องจ่ายเงิน ไม่ต้องคิดดอกเบี้ย เราคิดว่า ผู้จัดการธนาคารปรารถนาดีต่อเรา แต่จริงๆแล้ว เป็นหน้าที่ของผู้จัดการธนาคารที่ต้องดูคนที่มีเงินสดในธนาคาร และเกลี้ยกล่อมให้คนเหล่านี้ซื้อที่ดินในธนาคารไปให้หมด ไม่ต้องติดมือธนาคารมากกว่า ใครๆคิดว่า เราต้องหมดตัวแน่นอน เราเองก็คิดเช่นนั้นเอง กว่าที่เราจะรู้ว่าเราทำอะไรลงไป เราก็เหลือเงินไม่เท่าไหร่ในบัญชีแล้ว มีแต่ที่ดิน ที่เราไม่เคยไปดู และไม่รู้วาอยู่ทีตรงไหนบ้างเลย  
 
-เรานอนไม่หลับหลายคืน เกือบเดือน เพราะเงินเราสูญเกือบหมด และต้องเป็นหนี้ธนาคารอีก แต่เนื่องจากวันหนึ่ง เราเจอพนักงานรปภ.ที่รพ. เขามีรถปิ๊กอัพ รับส่งคนป่วยในจังหวัด ส่งถึงบ้าน เราถามเขาว่า ถ้าเราให้รายชื่อเขา บ้านเลขที่เขา เขาสามารถหาคนนั้นให้เราได้หรือไม่ เขาตอบว่า ได้แน่นอนทั้งจังหวัด เขารู้จักหมด เราเขียนจดหมายลงทะเบียนตอบรับ และเขียนจดหมายจ้างให้ รปภ.นำไปให้เจ้าของที่ดินเดิม มาทำการซื้อคืน ในราคาสามเท่า ก่อนหกเดือน เราหาเงินใช้คืนธนาคารได้หมด และเหลือที่ดินเก็บเอาไว้เป็นที่ระลึกอีกประมาณ พันไร่ และทำให้เงินเราเพิ่มขึ้นอีก เท่าตัว
 
-ช่วงปี 2540-2550 เป็นช่วงที่เราไม่เก่ง แต่เฮงมาก เพราะเราอยู่ถูกที่ถูกเวลาเท่านั้นเอง  
 
-คนเรามีเงินสดประมาณ 200 ล้าน น่าจะพอใจแล้ว เรามองว่า เงิน 200 ล้านเป็นที่สุดของแจ้แล้ว เพราะฝากสหกรณ์ ได้ผลตอบแทนประมาณ 3.5% ในแต่ละเดือนเราจะได้เงินประมาณ 5-6 แสนบาท แต่เงินจำนวนนี้ เราแทบไม่ได้ใช้ เพราะเงินเดือนจากราชการ เราก็พอจะใช้ทุกเดือน โดยไม่ทำต้องเวชปฏิบัติส่วนตัว  
 
-การมีเงินมากๆแล้ว ทำให้เราทุ่มเทในการรักษาคนป่วยได้เต็มที่ ในรอบสิบปีนี้ เราไม่ได้ทำงานที่รพ.เอกชน หรือทำร้านแต่อย่างไรกัน  
 
-เราก็ไม่รู้ว่า เราประสบความสำเร็จหรือไม่ประสบความสำเร็จ แต่จริงๆแล้ว เราทำเงินได้มาก เป็นเพราะเราเป็นคนเชื่อคนง่าย และมองโลกในแง่ดี  ซึ่งหลังจากที่เราพยายามแก้ไขข้อบกพร่องตรงนี้ของเรา เราก็ไม่เคยทำเงินได้อีก แต่เราก็มีความสุขดี กินอิ่ม นอนหลับสบายทุกคืน

 
สุดยอดมาก ขอบคุณมากครับ ที่มาแชร์ประสบการณ์  
 
เป็นเรื่องของทัศนคติล้วนๆ มุมมองวิธีการตอบสนองต่อปัญหา  
 
คิดบวก หาทางออก แทนที่จะมัว แต่โทษฟ้าดิน
จากคุณ: -=Jfk=- โพสเมื่อวันที่: 06/29/21 เวลา 17:19:19
on 06/28/21 เวลา 21:51:09, 6699 wrote:
-เราทำเงินได้พอประมาณ แต่ส่วนมาก เกิดจากความโชคดีของเรามากกว่า  เราเคยมีเงินสี่ล้านบาท จากการสะสม เอาฝากธนาคาร ผู้จัดการธนาคารแนะนำให้เราซื้อหุ้นของธนาคาร ในตอนนั้น เราไม่มีความรู้เรื่องหุ้นอะไร เอาเงินสี่ล้านบาท ซื้อหุ้น เชื่อตามคำแนะนำของผู้จัดการธนาคาร  ตอนนั้น พาร์ 100 บาท ขาย 400 บาท เราเข้าใจผิดว่า หุ้นธนาคาร เหมือนกับพันธบัตรรัฐบาล มีธนาคารรับประกัน แต่จริงๆแล้วไม่ใช่  เมื่อซื้อไป เรานอนไม่หลับ คิดว่า เงินเราสูญแล้ว  
 
-ต่อมาธนาคารลดราคาหุ้นเหลือหุ้นละสิบบาท เราคิดว่า เงินเราเหลือแค่หนึ่งในสิบ แต่กลายเป็นว่าหุ้นราคา สิบบาท มาขายกันที่ 160 บาท จำได้ว่า เราขอให้ผู้จัดการธนาคารขายหุ้นให้หมด ในตอนนั้น ได้เงินมาประมาณ 16 ล้าน หลังจากนั้น เราไม่สนใจเรื่องหุ้นอีกเลย เพราะความไม่รู้เรื่องของเรา ทำให้เราได้เงินมา ถ้าหากว่า เกมนี้เล่นนานเข้าเราต้องเสียอย่างแน่นอน  
 
-เราผ่านช่วงปี 2530 -2540 ดอกเบี้ยร้อยละ 13% เงินเราพักที่สหกรณ์รพ. และเงินในธนาคาร ที่ให้ดอกเบี้ยเราร้อยละ 15% แถมยังแอบจ่ายภาษีเงินได้ให้เราอีก  เงินเราเติบโตขึ้น จาก 20 ล้าน กลายเป็น 80 ล้าน โดยที่เราไม่ได้ทำอะไร แค่อยู่ถูกที่ ถูกเวลาเท่านั้นเอง  
 
-เราทำเงินได้มากที่สุดในปี 2540-2545 ตอนนี้ ผู้จัดการธนาคาร ได้แนะนำ การลงทุนดีๆให้เราอย่างมาก ทำให้เรามีที่ดินมากจนเรานับโฉนดไม่ไหว สำเนาโฉนด ใส่แฟ้มห้าห่วงตราช้าง ประมาณ 20 แฟ้ม  ที่ดินตกค้างในธนาคารจำนวนมาก รอการยึด ผู้จัดการธนาคาร แนะนำให้เราซื้อที่ดิน เนื่องจาก เราเป็นคนเชื่อคนง่าย ทำให้เราซื้อที่ดินไปประมาณสองพันไร่ แต่เราได้เครดิตจากผู้จัดการธนาคารหกเดือน ไม่ต้องจ่ายเงิน ไม่ต้องคิดดอกเบี้ย เราคิดว่า ผู้จัดการธนาคารปรารถนาดีต่อเรา แต่จริงๆแล้ว เป็นหน้าที่ของผู้จัดการธนาคารที่ต้องดูคนที่มีเงินสดในธนาคาร และเกลี้ยกล่อมให้คนเหล่านี้ซื้อที่ดินในธนาคารไปให้หมด ไม่ต้องติดมือธนาคารมากกว่า ใครๆคิดว่า เราต้องหมดตัวแน่นอน เราเองก็คิดเช่นนั้นเอง กว่าที่เราจะรู้ว่าเราทำอะไรลงไป เราก็เหลือเงินไม่เท่าไหร่ในบัญชีแล้ว มีแต่ที่ดิน ที่เราไม่เคยไปดู และไม่รู้วาอยู่ทีตรงไหนบ้างเลย  
 
-เรานอนไม่หลับหลายคืน เกือบเดือน เพราะเงินเราสูญเกือบหมด และต้องเป็นหนี้ธนาคารอีก แต่เนื่องจากวันหนึ่ง เราเจอพนักงานรปภ.ที่รพ. เขามีรถปิ๊กอัพ รับส่งคนป่วยในจังหวัด ส่งถึงบ้าน เราถามเขาว่า ถ้าเราให้รายชื่อเขา บ้านเลขที่เขา เขาสามารถหาคนนั้นให้เราได้หรือไม่ เขาตอบว่า ได้แน่นอนทั้งจังหวัด เขารู้จักหมด เราเขียนจดหมายลงทะเบียนตอบรับ และเขียนจดหมายจ้างให้ รปภ.นำไปให้เจ้าของที่ดินเดิม มาทำการซื้อคืน ในราคาสามเท่า ก่อนหกเดือน เราหาเงินใช้คืนธนาคารได้หมด และเหลือที่ดินเก็บเอาไว้เป็นที่ระลึกอีกประมาณ พันไร่ และทำให้เงินเราเพิ่มขึ้นอีก เท่าตัว
 
-ช่วงปี 2540-2550 เป็นช่วงที่เราไม่เก่ง แต่เฮงมาก เพราะเราอยู่ถูกที่ถูกเวลาเท่านั้นเอง  
 
-คนเรามีเงินสดประมาณ 200 ล้าน น่าจะพอใจแล้ว เรามองว่า เงิน 200 ล้านเป็นที่สุดของแจ้แล้ว เพราะฝากสหกรณ์ ได้ผลตอบแทนประมาณ 3.5% ในแต่ละเดือนเราจะได้เงินประมาณ 5-6 แสนบาท แต่เงินจำนวนนี้ เราแทบไม่ได้ใช้ เพราะเงินเดือนจากราชการ เราก็พอจะใช้ทุกเดือน โดยไม่ทำต้องเวชปฏิบัติส่วนตัว  
 
-การมีเงินมากๆแล้ว ทำให้เราทุ่มเทในการรักษาคนป่วยได้เต็มที่ ในรอบสิบปีนี้ เราไม่ได้ทำงานที่รพ.เอกชน หรือทำร้านแต่อย่างไรกัน  
 
-เราก็ไม่รู้ว่า เราประสบความสำเร็จหรือไม่ประสบความสำเร็จ แต่จริงๆแล้ว เราทำเงินได้มาก เป็นเพราะเราเป็นคนเชื่อคนง่าย และมองโลกในแง่ดี  ซึ่งหลังจากที่เราพยายามแก้ไขข้อบกพร่องตรงนี้ของเรา เราก็ไม่เคยทำเงินได้อีก แต่เราก็มีความสุขดี กินอิ่ม นอนหลับสบายทุกคืน

 
สุดยอดจริงๆ ครับ ถือว่าโชคดี ซ้ำซ้อน หลายครั้งเลย
 
น่าจะเป็นจากทำบุญไว้เยอะเลย Smiley Smiley  
จากคุณ: necessary evil โพสเมื่อวันที่: 06/30/21 เวลา 16:55:03
on 06/28/21 เวลา 21:51:09, 6699 wrote:
-เราทำเงินได้พอประมาณ แต่ส่วนมาก เกิดจากความโชคดีของเรามากกว่า  เราเคยมีเงินสี่ล้านบาท จากการสะสม เอาฝากธนาคาร ผู้จัดการธนาคารแนะนำให้เราซื้อหุ้นของธนาคาร ในตอนนั้น เราไม่มีความรู้เรื่องหุ้นอะไร เอาเงินสี่ล้านบาท ซื้อหุ้น เชื่อตามคำแนะนำของผู้จัดการธนาคาร  ตอนนั้น พาร์ 100 บาท ขาย 400 บาท เราเข้าใจผิดว่า หุ้นธนาคาร เหมือนกับพันธบัตรรัฐบาล มีธนาคารรับประกัน แต่จริงๆแล้วไม่ใช่  เมื่อซื้อไป เรานอนไม่หลับ คิดว่า เงินเราสูญแล้ว  
 
-ต่อมาธนาคารลดราคาหุ้นเหลือหุ้นละสิบบาท เราคิดว่า เงินเราเหลือแค่หนึ่งในสิบ แต่กลายเป็นว่าหุ้นราคา สิบบาท มาขายกันที่ 160 บาท จำได้ว่า เราขอให้ผู้จัดการธนาคารขายหุ้นให้หมด ในตอนนั้น ได้เงินมาประมาณ 16 ล้าน หลังจากนั้น เราไม่สนใจเรื่องหุ้นอีกเลย เพราะความไม่รู้เรื่องของเรา ทำให้เราได้เงินมา ถ้าหากว่า เกมนี้เล่นนานเข้าเราต้องเสียอย่างแน่นอน  
 
-เราผ่านช่วงปี 2530 -2540 ดอกเบี้ยร้อยละ 13% เงินเราพักที่สหกรณ์รพ. และเงินในธนาคาร ที่ให้ดอกเบี้ยเราร้อยละ 15% แถมยังแอบจ่ายภาษีเงินได้ให้เราอีก  เงินเราเติบโตขึ้น จาก 20 ล้าน กลายเป็น 80 ล้าน โดยที่เราไม่ได้ทำอะไร แค่อยู่ถูกที่ ถูกเวลาเท่านั้นเอง  
 
-เราทำเงินได้มากที่สุดในปี 2540-2545 ตอนนี้ ผู้จัดการธนาคาร ได้แนะนำ การลงทุนดีๆให้เราอย่างมาก ทำให้เรามีที่ดินมากจนเรานับโฉนดไม่ไหว สำเนาโฉนด ใส่แฟ้มห้าห่วงตราช้าง ประมาณ 20 แฟ้ม  ที่ดินตกค้างในธนาคารจำนวนมาก รอการยึด ผู้จัดการธนาคาร แนะนำให้เราซื้อที่ดิน เนื่องจาก เราเป็นคนเชื่อคนง่าย ทำให้เราซื้อที่ดินไปประมาณสองพันไร่ แต่เราได้เครดิตจากผู้จัดการธนาคารหกเดือน ไม่ต้องจ่ายเงิน ไม่ต้องคิดดอกเบี้ย เราคิดว่า ผู้จัดการธนาคารปรารถนาดีต่อเรา แต่จริงๆแล้ว เป็นหน้าที่ของผู้จัดการธนาคารที่ต้องดูคนที่มีเงินสดในธนาคาร และเกลี้ยกล่อมให้คนเหล่านี้ซื้อที่ดินในธนาคารไปให้หมด ไม่ต้องติดมือธนาคารมากกว่า ใครๆคิดว่า เราต้องหมดตัวแน่นอน เราเองก็คิดเช่นนั้นเอง กว่าที่เราจะรู้ว่าเราทำอะไรลงไป เราก็เหลือเงินไม่เท่าไหร่ในบัญชีแล้ว มีแต่ที่ดิน ที่เราไม่เคยไปดู และไม่รู้วาอยู่ทีตรงไหนบ้างเลย  
 
-เรานอนไม่หลับหลายคืน เกือบเดือน เพราะเงินเราสูญเกือบหมด และต้องเป็นหนี้ธนาคารอีก แต่เนื่องจากวันหนึ่ง เราเจอพนักงานรปภ.ที่รพ. เขามีรถปิ๊กอัพ รับส่งคนป่วยในจังหวัด ส่งถึงบ้าน เราถามเขาว่า ถ้าเราให้รายชื่อเขา บ้านเลขที่เขา เขาสามารถหาคนนั้นให้เราได้หรือไม่ เขาตอบว่า ได้แน่นอนทั้งจังหวัด เขารู้จักหมด เราเขียนจดหมายลงทะเบียนตอบรับ และเขียนจดหมายจ้างให้ รปภ.นำไปให้เจ้าของที่ดินเดิม มาทำการซื้อคืน ในราคาสามเท่า ก่อนหกเดือน เราหาเงินใช้คืนธนาคารได้หมด และเหลือที่ดินเก็บเอาไว้เป็นที่ระลึกอีกประมาณ พันไร่ และทำให้เงินเราเพิ่มขึ้นอีก เท่าตัว
 
-ช่วงปี 2540-2550 เป็นช่วงที่เราไม่เก่ง แต่เฮงมาก เพราะเราอยู่ถูกที่ถูกเวลาเท่านั้นเอง  
 
-คนเรามีเงินสดประมาณ 200 ล้าน น่าจะพอใจแล้ว เรามองว่า เงิน 200 ล้านเป็นที่สุดของแจ้แล้ว เพราะฝากสหกรณ์ ได้ผลตอบแทนประมาณ 3.5% ในแต่ละเดือนเราจะได้เงินประมาณ 5-6 แสนบาท แต่เงินจำนวนนี้ เราแทบไม่ได้ใช้ เพราะเงินเดือนจากราชการ เราก็พอจะใช้ทุกเดือน โดยไม่ทำต้องเวชปฏิบัติส่วนตัว  
 
-การมีเงินมากๆแล้ว ทำให้เราทุ่มเทในการรักษาคนป่วยได้เต็มที่ ในรอบสิบปีนี้ เราไม่ได้ทำงานที่รพ.เอกชน หรือทำร้านแต่อย่างไรกัน  
 
-เราก็ไม่รู้ว่า เราประสบความสำเร็จหรือไม่ประสบความสำเร็จ แต่จริงๆแล้ว เราทำเงินได้มาก เป็นเพราะเราเป็นคนเชื่อคนง่าย และมองโลกในแง่ดี  ซึ่งหลังจากที่เราพยายามแก้ไขข้อบกพร่องตรงนี้ของเรา เราก็ไม่เคยทำเงินได้อีก แต่เราก็มีความสุขดี กินอิ่ม นอนหลับสบายทุกคืน

 
อันนี้โชคดีมาก จังหวะดี โอกาสดี คนรอบข้างดี แถมไม่มีคนมาหลอก ฯลฯ ถือว่าโชคดีเกือบเท่าคนที่เกิดมาในตระกูลร่ำรวย
ถ้าโชคไม่ดี นี่ออกมาหนังคนละม้วนเลยครับ ทรงนี้
จากคุณ: น้ำเน่าในเงาจันทร์ โพสเมื่อวันที่: 07/01/21 เวลา 23:17:51
ถ้าเทียบกับพี่ 6699 ผมคนเป็นพวกอยู่ผิดที่ผิดเวลาตลอด  
เป็นพวกต้องใช้แรงงาน TT
จากคุณ: สาวกไ.อ้เหลี่ยม* โพสเมื่อวันที่: 10/14/21 เวลา 13:12:22
เห็นคนรู้จักเขาเล่นซื้อขายที่ดินครับ มีเงินก็ซื้อ มีคนให้ราคาแพงก็ขาย ตอนน้ำท่วมใหญ่ที่ดินที่เขามีน้ำไม่ท่วม ราคาเลยขึ้นแรงฟันกำไรไปเยอะอยู่ เขาบอกวิธีดูคือซื้อที่ดินที่เราคิดว่าเราสามารถไปอยู่ได้ ถ้าเราอยู่ได้คนอื่นก็อยู่ได้ขายได้แน่นอน


clinic
  • ข้อความและรูปภาพที่ท่านเห็นส่วนใหญ่ ได้ถูกส่งมาจาก ทางบ้าน
    ทางเว็บไซต์ Thaiclinic.com ไม่ได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของข้อความและรูปภาพที่ถูกส่งมา

  • ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชนและส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ
    เจ้าของเว็บไซต์ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้นเพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง
    ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง

  • ถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรมหรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล
    หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ webmaster@thaiclinic.com หรือ กดแจ้งที่ปุ่ม
    "แจ้งลบกระทู้"
    เพื่อให้ทีมงานทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป ขอขอบคุณทุกท่านที่ช่วยกันทำให้สังคมน่าอยู่ครับ

ThaiClinic.Com . All Rights Reserved. !--BEGIN WEB STAT CODE-->